มติสมาพันธ์ครูใต้สั่งปิดโรงเรียน 1,200 แห่ง ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ 13-14 ธ.ค. หลังโจรใต้ก่อเหตุอุกอาจสะเทือนขวัญ บุกยิงผอ.พร้อมครูผู้ช่วยเสียชีวิตสยองคาโรงเรียนที่ปัตตานี พร้อมเสนอตั้งศูนย์เฉพาะกิจถาวรดูแลคุ้มครองครู 3 จังหวัดใต้ ด้าน นายกฯยิ่งลักษณ์ ยอมรับเหตุครูใต้ตายรายวัน มาจากกำลังเจ้าหน้าที่รัฐขาดแคลน เตรียมลงพื้นที่ 13 ธ.ค.เพื่อแก้ปัญหา รมช.ศึกษาฯระบุขวัญกำลังใจครูชายแดนใต้ตกต่ำสุดขีด ครูไทยพุทธแห่ขอย้ายออกจากพื้นที่
หลังจากคนร้ายสวมชุดลายพราง 5 คนก่อเหตุอุกอาจสะเทือนขวัญ บุกเข้าไปใช้อาวุธสงครามกราดยิงภายในโรงเรียนบ้านบาโง หมู่ 1 ต.ปาหนัน อ.มายอ จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้นางตติยรัตน์ ช่วยแก้ว อายุ 51 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ และนายสมศักดิ์ ขวัญมา อายุ 38 ปี ครูผู้ช่วย เสียชีวิตอย่างสยดสยอง ขณะกำลังนั่งกินข้าวร่วมกับเพื่อนครู เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. นายสงวน อินทรักษ์ ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดนราธิวาสและที่ปรึกษาสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า หลังจากสมาพันธ์ครูฯได้ร่วมหารือกับหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ จ.ปัตตานี เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาครูตกเป็นเหยื่อกลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ ได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่า สมาพันธ์ครูฯได้มีมติให้โรงเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง 1,200 แห่ง ปิดการเรียนการสอน ระหว่าง 13-14 ธ.ค.นี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เข้าไปตรวจสอบและวางมาตรการ ตลอดจนการทบทวนแนวทางการวางระบบการดูแลความปลอดภัยให้ชัดเจนอีกครั้ง เนื่องจากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนบ้านบาโง ทั้ง 2 ราย เป็นสิ่งที่อุกอาจและสะเทือนขวัญ ทั้งนี้ ในช่วงที่หยุด 2 วันจะได้ให้ครูผ่อนคลายความเครียดจากความรู้สึกที่ต้องตกเป็นเป้าหมาย
นอกจากนี้ในที่ประชุมยังได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา 1 ชุดคือคณะกรรมการพิจารณาติดตามการปฏิบัติหน้างานการดูแลรักษาความปลอดภัยครู ซึ่งจะมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสำนัก งานพื้นที่การศึกษาเขตทุกจังหวัด สมาพันธ์ครูทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับบุคลากรทางการศึกษา
ส่วนบรรยากาศที่โรงเรียนบ้านบาโง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นไปด้วยความเงียบเหงา เนื่องจากโรงเรียนปิดการเรียนการสอน โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ปัตตานี 25 คอยดูแลความปลอดภัย ทั้งภายในโรงเรียนและรอบ ๆ โรงเรียนอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งเดินลาดตระเวนเส้นทางในหมู่บ้าน ส่วนบรรยากาศในโรงเรียนมีบรรดาเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบหลายคน เข้ามาสอบถามหาข่าวกับผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งนำรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องคดีความมั่นคงมาตรวจสอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มไหน แต่เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นกลุ่มแนวร่วมอาร์เคเคนอกพื้นที่ เนื่องจากการสอบถามพยานหลายคนในพื้นที่ที่เห็นเหตุการณ์ ต่างไม่คุ้นหน้ากลุ่มคนร้ายที่ มาก่อเหตุ ส่วนที่ จ.นราธิวาส เมื่อเวลา 06.00 น. วันเดียวกัน พ.อ.เฉลิมชัย สุทธินวล ผบ.กรมทหารพรานที่ 45 และ พ.ต.อ.จิรเดช พระสว่าง ผกก.สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส ได้ร่วมสนธิกำลัง 3 ฝ่าย จำนวน 60 นาย ใช้กฎอัยการศึกบุกจู่โจมตรวจค้นเป้าหมายต้องสงสัย จำนวน 2 จุด ในพื้นที่หมู่บ้านบาโงแยะ หมู่ 2 ต.บาโงสะโต และหมู่บ้านบาโงลูโบ๊ะอาแน หมู่ 7 ต.เฉลิม อ.ระแงะ หลังทราบเบาะแสว่า นายอับดุลฮากิม ปูต๊ะ ซึ่งเป็นหัวหน้ากองกำลังติดอาวุธอาร์เคเคและพวก ตกเป็นผู้ต้องสงสัยยิงถล่มใส่ร้านน้ำชาในหมู่บ้านดามาบูเวาะ หมู่ 1 ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ ในช่วงเช้าของวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 5 ศพ และบาดเจ็บ 3 ราย ได้หลบซ่อนตัวในบ้านพักต้องสงสัยดังกล่าว โดยจากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัว นายซาวาวี ปูเต๊ะ อายุ 20 ปี ที่บ้านเลขที่ 55 หมู่ 2 ต.บาโงสะโต ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีร่วมกับพวกอีก 4 คน ปล้นรถปิกอัพบรรทุกโตโยต้า สีเทา ทะเบียน บจ9411 ยะลา เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมนำไปประกอบเป็นคาร์บอมบ์ เหตุเกิดใน ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวนายซาวาวีไปสอบสวนขยายผลที่ฐานปฏิบัติการกรมทหารพรานที่ 45 อ.ระแงะ ว่ามีส่วนรู้เห็นและพัวพันกับกลุ่มคนร้ายยิงถล่มใส่ร้านน้ำชาหรือไม่อย่างไร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุยิงถล่มร้านน้ำชาดังกล่าว ล่าสุดพบว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีก 1 รายคือ นางซีตีรอฮีมะ สามะ อายุ 70 ปี รวมเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 6 ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 รายคือ นายอามีซี เจ๊ะโด และนายต่วนมา ตีงี ขณะนี้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
ที่ จ.ยะลา เมื่อเวลา 06.30 น. วันเดียวกัน ร.ต.ท.กริชพิชญ์ พิชญนิตินัย ร้อยเวร สภ.เมือง ได้รับแจ้งว่าพบมีเหตุคนร้าย 2 คนขี่จยย.ไล่ยิง มีผู้เสียชีวิตบนถนนสายยะลาบ้านเนียง บ้านหน้าถ้ำเหนือ หมู่ 4 ต.หน้าถ้ำ จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.พชรพล ณ นคร ผกก.ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าผู้ตายเป็นชายอายุประมาณ 25-30 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดที่กลางหลังและใต้รักแร้ซ้าย รวม 2 นัด นอนตายคารถ จยย.ฮอนด้าเวฟ สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน กพร 185 ปัตตานี ตรวจสอบต่อมาพบว่ารถ จยย.เป็นของ นายยูโซ๊ะ สือนิ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36/3 หมู่ 4 ต.บือเระ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี แต่คาดว่าผู้ตายอาจเป็นลูกชายนายยูโซ๊ะที่นำรถไปใช้ โดยไม่พบหลักฐานอย่างอื่น ส่วนสาเหตุเชื่อว่ามาจากเรื่องส่วนตัว แต่ไม่ทิ้งประเด็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
ทางด้านนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธ ศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กปต.) ว่าเหตุการณ์นี้เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมมาก และเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากที่ครูตกเป็นเป้าหมายของการก่อเหตุ ตนยอมรับว่าส่งผลให้ขวัญกำลังใจครูในพื้นที่ดังกล่าวตกต่ำสุด รัฐบาลจึงจะต้องเร่งดึงขวัญกำลังใจครูในพื้นที่นี้กลับคืนมา เพราะมีผลกระทบต่อการศึกษาของเยาวชน โดยขณะนี้มีครูชาวไทยพุทธแจ้งขอย้ายออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วเป็นจำนวนมาก เพราะครูที่ถูกยิงเสียชีวิตตอนนี้มี 157 รายแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ร้อยละ 80 เป็นครูไทยพุทธ ทำให้ในพื้นที่นี้เหลือครูไทยพุทธน้อยมาก
ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อเวลา 11.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม กปต.ครั้งที่ 1 โดยมีรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และ พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็นต้น โดยใช้เวลาประชุมกว่า 2 ชั่วโมง
หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ช่องโหว่ของเหตุยิงครูที่เกิดขึ้น อยู่ที่กำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ด้านความมั่นคงไม่เพียงพอ เพราะมีครูและโรงเรียนอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก จึงไม่สามารถมีเจ้าหน้าที่ที่จะไปดูแลคุ้มครองได้ทั้งหมด แม้ว่าจะมีการอนุมัติให้เพิ่มกำลังตำรวจแล้ว แต่เรายังไม่สามารถเปิดรับและฝึกฝนลงไปทำงานในพื้นที่ได้ทัน จึงถือเป็นช่วงรอยต่อ ขณะที่อุปกรณ์ในการดูแลความปลอดภัย ทั้งเสื้อเกราะ รถหุ้มเกราะต่าง ๆ ก็มีไม่เพียงพอเช่นกัน และในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ ตนก็จะลงไปในพื้นที่เพื่อหารือและรับฟังข้อคิดเห็นต่าง ๆ ว่าจะช่วยกันแก้ปัญหาได้อย่างไร เพื่อลดความสูญเสียที่เกิดขึ้น รวมทั้งจัดสรรกำลังและงบประมาณลงไปอย่างมีประสิทธิภาพ.
--เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 14 ธ.ค. 2555 (กรอบบ่าย)--