เด็กไทยแห่เรียนนอก เทรนด์ฮิตลงทุนเพื่อการศึกษา
เด็กไทยแห่เรียนนอก เทรนด์ฮิตลงทุนเพื่อการศึกษา
ธนภัทร คงศรีเจริญ
แนวโน้มการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นบริษัทข้ามชาติต้องการแรงงานที่ได้ทั้งฝีมือ ภาษา และแนวคิดแบบอินเตอร์ฯ ส่งผลต่อตลาดการศึกษา ยิ่งเงินบาทแข็งค่าขึ้นการไปเรียนต่างประเทศก็ง่ายขึ้น โดยหลักสูตรอันดับหนึ่งที่เด็กไทยต้องการเรียนยังคงเป็น บริหารจัดการ แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปจากอดีต คือ เน้นเรียนลงลึก (Specialize) เข้มข้นในสายวิชาชีพ หวังจบออกมาทำงานได้ทันที รัชฎาภรณ์ พิชัยศรีสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร สถาบันแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ Mentor International บอกว่า หลักสูตรที่มีผู้เข้ามาขอคำปรึกษามากที่สุด คือสาขาการตลาด อันดับ 2 หลักสูตร MBA 3. กฎหมายและสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ โดยเลือกเรียนในมหาวิทยาลัย King's College ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นส่วนใหญ่ อันดับที่ 4 สาขาศิลปะและการออกแบบ โดยเฉพาะสาขาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น กราฟฟิก สำหรับสาขานี้จะเลือกเรียนใน University Art of London สำหรับสาขาดาวรุ่งที่เด็กๆ เดินเข้ามาขอคำปรึกษาเพิ่มมาก เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ คือ สาขา Finance Managment หรือการบริหารการเงิน เพราะเด็กๆ มองว่าการจ้างงานในอุตสาหกรรมการเงินมีสูง เช่น ธุรกิจธนาคารและเป็นอาชีพที่มีค่าตอบแทนสูง เธอ บอกอีกว่า เด็กยุคใหม่เลือกเรียนตามอาชีพที่ต้องการเป็นในอนาคต หากเห็นว่าตลาดแรงงานต้องการ ก็จะไปเรียน และเลือกเรียนสาขาเฉพาะทาง ให้รู้ลึก รู้จริงเพราะหางานง่ายกว่าเรียนหลักสตูรทั่วไปที่เด็กๆ เรียนกันเยอะ แนวโน้มเด็กเรียนเฉพาะทางมากขึ้นเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน เมื่อก่อนคนมาเรียนสาขาบริการธุรกิจ ตอนนี้เน้นเรียนตามวิชาชีพมากขึ้น เช่น อยากเป็นพีอาร์ ต้องไปเรียนการสื่อสารการตลาด ที่ Bournermouth University Cardift University London College of Communication. University of the Arts London และ University of Westminster ซึ่งแนวโน้มหลักสูตรพีอาร์ดีมาก เด็กมองว่าจบออกมาแล้วทำงานได้เลยเด็กรุ่นใหม่มองว่ายิ่งเฉพาะทางเท่าไร ยิ่งหางานง่ายเท่านั้น โดยต้องยอมรับว่าค่านิยมทางสังคมในบ้านเรา ยังมองว่าเด็กที่จบจากต่างประเทศมีภาษีดีกว่า ทั้งทางด้านภาษา ตัวเด็กจะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ วิธีและกระบวนการคิดมีมุมมองเป็นอินเตอร์ออันเกิดจากการหล่อหลอมจากสังคม และมี Connection เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต พ่อแม่ผู้ปกครองเองก็นิยมส่งลูกไปเรียนยังต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในระดับไฮสคูล มหาวิทยาลัย รวมถึงเรียนภาษาช่วงซัมเมอร์ เพราะมองเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในอนาคต รวมถึงกลุ่มองค์กรทั้งเอกชนและรัฐบาลก็มองเห็นความสำคัญของการลงทุน ด้านทรัพยากรบุคคล เช่น กระทรวงการคลัง ที่มีทุนให้บุคลากรไปเรียน เพราะระยะยาว มองว่าคุ้มค่ากับการลงทุน ยิ่งเงินบาทแข็งค่าขึ้นยิ่งเพิ่มโอกาสไปเรียนต่างประเทศให้เด็ก โดยในปี 2553 เทียบค่าเงินปอนด์ คิดเป็น 50 บาทต่อปอนด์ เทียบกับปี 2552 อัตราแลกเปลี่ยน 56 บาทต่อปอนด์ ส่งผลให้ค่าเทอมลดลง จากเดิม 1.5 ล้านบาทต่อปี เหลือ 14.2-1.3 ล้านบาทต่อปี สำหรับ Mentor International ซึ่งมีจุดขายเป็นสถาบันที่เชี่ยวชาญการแนะนำเรียนต่อประเทศอังกฤษ เมื่อมองเห็นดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น จึงจุดขายความน่าเชื่อถือของสถาบันที่เปิดมานาน บวกกับมีเจ้าหน้าที่แนะแนวผู้เชี่ยวชาญ เมนเทอร์ จึงย้ำจุดขาย One Stop Shopping ออกมาสื่อ หวังขยายฐานนักเรียน คนจะคิดว่าเราเก่งให้คำปรึกษาเฉพาะเรียนที่อังกฤษ แต่จริงเราเชี่ยวชาญทำทั้งในประเทศอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และให้คำปรึกษาได้ทั้งศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ไฮสคูล และสถาบันภาษา ปีนี้จึงดึงคำว่า One Stop Shopping มาย้ำจุดยืนของเมนเทอร์ เช่นเดียวกับ สาวิตรี กิจตติสาร Country Manager University of Canberra ประจำประเทศไทย ที่บอกว่า หากมองความต้องการผู้เรียนคนไทย หลักสูตรด้านธุรกิจยังคงได้รับความนิยมในอันดับแรกเรียงตามลำดับความนิยม คือ MBA การค้าระหว่างประเทศ การตลาด และ HR สำหรับหลักสูตร MBA ของ แคนเบอร์รา จะรับเฉพาะคนมีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 2 ปี ทำให้เด็กที่จบใหม่ ยังขาดประสบการณ์ทำงาน หันไปเรียน Master of International Business (MIB) MIB เป็นหลักสูตรบริหารจัดการคล้าย MBA และสามารถเลือกเรียนวิชาเอกเช่นเดียวกัน แต่การเรียนอาจจะไม่ลึกเท่าเหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้จบปริญญาตรีบริหารมา รายละเอียดหลักสูตร MIB เป็นการเรียนวิชาพื้นฐานด้านการบริหาร เรียนการค้าระหว่างประเทศ เศรษฐกิจระหว่างประเทศมันเป็นเทรนด์ที่จะเรียนธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business) หากเป็นการเรียนหลักสูตร MBA จะเน้นการเรียนลึก ลงดีเทล เน้นการเรียน Strategic Managment เน้นการวางแผนกลยุทธ์ สร้างพื้นฐานในการทำธุรกิจ จึงต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำธุรกิจก่อนมาเรียน ในขณะที่การเรียน MIB จะเน้นการเรียนในห้องเรียนเป็นหลัก เด็กที่เข้ามาติดต่อไม่มีใครต้องการทำวิทยานิพนธ์ เป็นการเรียนตาม Assignment และออกมาพรีเซนท์หน้าชั้นเรียน เด็กบ้านเราไม่มีประสบการณ์การวิจัยหากจะทำได้ตอนเรียนปริญญาตรีต้องทำเคยทำวิจัยมาก่อน
ส่วนระยะเวลาเรียนจะต่างกัน หลักสูตร MBA เรียนแค่ปีครึ่ง ส่วน MIB เรียน 2 ปี โดยทั้งสองทั้ง 2หลักสูตร มีค่าเทอมกว่า 2 หมื่นดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี เธอให้คำแนะนำสำหรับผู้สนใจเรียนต่างประเทศว่า ผู้สนใจอาจต้องเปรียบเทียบหลักสูตร ค่าใช้จ่ายและประเทศที่เรียน เช่น หากต้องการเรียนจบภายใน 1 ปีต้องเรียนที่อังกฤษแต่ก็อาจมีค่าเรียนและค่าครองชีพที่แพงกว่าในในประเทศอื่นๆ หรือโครงสร้างหลักสูตร วิชาเรียนที่ตรงกับความต้องการสำหรับออสเตรเลีย มีมหาวิทยาลัย 37 แห่งเป็นของรัฐบาล 35 แห่ง อีก 2 แห่ง อีก 2 แห่งเป็นเอกชนในขณะที่ในอังกฤษอาจมีตัวเลือกมากกว่า แต่สำหรับแคนเบอร์รา สาวิตรี บอกว่าไม่เป็นสองรองใคร เพราะได้รับการยอมรับจากนายจ้างและบริษัทเป็นมหาวิทยาลัยท็อป 10 ที่ออสเตรเลีย และเคยเป็นมหาวิทยาลัยที่เด็กจบออกมาได้เงินเดือนมากที่สุดในออสเตรเลีย และได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีในประเทศไทย อีกทั้งแคนเบอร์ราเป็นเมืองราชการบรรยากาศจึงเหมาะสำหรับการเรียนโดยต่อปีมีเด็กไทยไปเรียนประมาณ 30 คน ไม่สิ้นมนต์ขลัง !!! ดีกรีนักเรียนนอกมีโอกาสทางอาชีพที่ดี และเงินเดือนสูง...โอกาสของคนมีทุน
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ |
|
โพสเมื่อ :
30 ส.ค. 53
อ่าน 21556 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |