“คุณภาพ”คนในต้องตระหนักมหาวิทยาลัยถึงจะอยู่รอดได้
คุณภาพคนในต้องตระหนักมหาวิทยาลัยถึงจะอยู่รอดได้
ตอนนี้เราเป็นมหาวิทยาลัยประเภท ข. การจัดการศึกษา 90 % ให้บริการระดับปริญญาตรี แต่เราไม่หยุดแค่นี้แน่นอนต้องสร้างความตระหนักให้บุคลากรภายในสถาบันการศึกษาให้ได้ว่าต้องไปให้ถึงมหาวิทยาลัยวิจัย เพราะงานวิจัยคือเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพศึกษาและบุคลากรที่ดีที่สุด รศ.ดร.นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าว มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีเนื้อที่ 5,000 ไร่ เปิดมาแล้ว 21 ปี มี 10 คณะ 1 วิทยาลัย หลักสูตรปริญญาตรี 40 หลักสูตร บัณฑิตศึกษา 41 หลักสูตร นักศึกษาทั้งหมด 14,000 คน บุคลากรสายอาจารย์ 647 คน สายสนับสนุน 800 คน ปริญญาเอก 40 โท 52 และตรี 8 เปอร์เซ็นต์ รศ.ดร.นงนิตย์ ยืนยันว่า มหาวิทยาลัยจะไม่รับนักศึกษาเพิ่มขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะต้องการควบคุมคุณภาพของบัณฑิตให้ได้มาตรฐาน และให้อัตราส่วนนักศึกษาต่ออาจารย์เป็นไปตามที่ สกอ.กำหนด เพราะหากไม่ควบคุมจำนวนนักศึกษาและอาจารย์อาจจะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาได้ และอาจจะเกิดภาพของการ จ่ายครบจบแน่ ได้ เราไม่ต้องการรับนักศึกษาให้มากกว่านี้เพราะต้องการคุมคุณภาพของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาออกไป หากปล่อยให้รับนักศึกษามากกว่านี้จะกลายเป็นว่าเข้าทำนองจ่ายครบจบแน่ เป็นปัญหาของการศึกษาไทยอีก จึงต้องควบคุมการรับนักศึกษาและส่งเสริมให้อาจารย์ไปเรียนต่อในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี จะทำให้สัดส่วนของอาจารย์ต่อนักศึกษาเป็นไปตามมาตรฐานได้ในที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามปรับปรุงหลักสูตรให้ได้คุณภาพอีกทางหนึ่งด้วย อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าว อย่างไรก็ตามด้วยความที่เป็นมหาวิทยาลัยใหม่ บุคลากรส่วนใหญ่จึงมีประสบการณ์น้อย ยอมรับว่างานวิจัยของมหาวิทยาลัยยังไม่เข้มแข็งพอ ทุกครั้งที่มีโอกาสจะพยายามสร้างความตระหนักให้แก่บุคลากร ด้วยการส่งเสริมให้แต่ละคนพัฒนาศักยภาพของตนเอง ให้อาจารย์ทำงานวิจัยเพิ่มมากขึ้นจะได้นำองค์ความรู้มาพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งจะส่งให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาไปด้วย แต่จะไม่สนับสนุนให้เรียนต่อภายในสถาบัน เพื่อความหลากหลายขององค์ความรู้ รศ.ดร.นงนิตย์กล่าว ทั้งนี้ปี 2558 ที่จะมีประชาคมอาเซียน บุคลากรทางสายการสอนและสนับสนุนจะต้องเตรียมตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งการมีระบบประกันคุณภาพภายในและภายนอก ซึ่งสมศ.จะประเมินรอบ 3 ในปี 2555 จะช่วยให้บุคลากรต้องพัฒนาศักยภาพตัวเองเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าจะมีภาระงานที่เพิ่มขึ้นก็ตาม สำหรับการเตรียมการรับมือประชาคมอาเซียนได้พัฒนาบุคลากรด้านภาษาต่างๆ ด้วยการให้ทุนอาจารย์ไปเรียนต่อด้านภาษาอังกฤษ และจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นภาษาต่างประเทศอื่นๆที่สนใจ และมีโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากรกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในภูมิภาคเชื่อว่าจะสามารถปรับตัวรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ ในส่วนของนักศึกษามีรายวิชาภาษาและวัฒนธรรมอาเซียน และส่งเสริมให้นักศึกษาเรียนภาษาต่างๆ เพิ่มไม่ว่าจะเป็นภาษาเวียดนาม กัมพูชา ลาว เขมร จีน และญี่ปุ่น ซึ่งอาจจะเป็นคอร์สสั้นๆ ตามความสนใจ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงค่อนข้างดี เราให้ทุนนักศึกษาลาวมาเรียนที่ปีละ 40 ทุน และมีโครงการแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว มหาวิทยาลัยจำปาศักดิ์ และได้ตั้งวิทยาเขตมุกดาหารซึ่งอยู่ตรงข้ามสะหวันเขต ซึ่งมีจีน และเกาหลี เข้าไปทำธุรกิจจำนวนมาก แต่เชื่อว่าหลังเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 จะยังไม่มีผลกระทบกับมหาวิทยาลัยมากนัก เพราะมีการเตรียมการไว้ในระดับหนึ่ง อธิการมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ยืนยัน รศ.ดร.นงนิตย์ เป็นคนอุบลโดยกำเนิด สำเร็จการศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ จาก ม.มหิดล รับราชการที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ก่อนลาออกมาร่วมก่อตั้งคณะเภสัชกรรม ม.อุบลราชธานี กระทั่งมานั่งบริหารสถาบันแห่งนี้ในตำแหน่งอธิการบดี เชื่อว่าด้วยความที่รักในแผ่นดินเกิดจะทำให้ รศ.ดร.นงนิตย์ จะนำพามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เดินไปถึงเป้าหมายการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยได้อย่างไม่ยากเย็น 0 หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ 0
ที่มา: http://www.komchadluek.net |
|
โพสเมื่อ :
04 ก.ค. 54
อ่าน 49460 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |