กยศ.ปรับสัดส่วนผู้กู้ยืมเงินเน้นสายอาชีพมากกว่าสามัญเห็นอนาคต-จบแล้วมีงานทำ



          ดร.สุเมธ แย้มนุ่นเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่มีนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกำหนดสัดส่วนการจัดสรรจำนวนรายและวงเงินสำหรับผู้ กู้ยืมรายใหม่ประจำปีการศึกษา 2554 โดยกำหนดสัดส่วนผู้กู้ระหว่างสายอาชีวศึกษากับสายสามัญเป็น 60 : 40 ขณะที่สัดส่วนระหว่างผู้กู้กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์กับกลุ่มสังคมศาสตร์ เป็น 50 : 50 ดังนั้นคณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่ 2 ซึ่งดูผู้กู้ระดับอุดมศึกษาจะต้องกลับมาพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรให้การ กู้ยืมเป็นไปตามมติของ กยศ. โดยเฉพาะกรณีสัดส่วนผู้กู้กลุ่มวิทยาศาสตร์และกลุ่มสังคมศาสตร์ที่กำหนดให้ เป็น 50 : 50
          เลขาธิการ กกอ. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ตนได้มอบให้เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไปรวบรวมตัวเลขภาพรวมการกู้ยืมระหว่างปี 2550-2553 ว่า การปล่อยกู้ในแต่ละชั้นปีเป็นอย่างไร มีผู้กู้ในกลุ่มไหนบ้าง จำนวนใด โดยให้ลงลึกไปถึงสถาบันด้วยว่าการกู้ยืมเป็นอย่างไร เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนแล้วจึงจะมากำหนดแนวทางปฏิบัติตามมติ กยศ.ต่อไป เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการรวบรวบตัวเลขที่ชัดเจนว่ามีนักศึกษากู้ยืมใน กลุ่มวิทยาศาสตร์หรือสังคมศาสตร์จำนวนเท่าใด แต่เท่าที่ดูเบื้องต้นหากเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ซึ่งเน้นการเรียนการสอนสายวิทยาศาสตร์ผู้กู้ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวิทยาศาสตร์ ก็คงต้องให้ มทร.เน้นผู้กู้กลุ่มวิทยาศาสตร์เช่นเดิมหรือมากขึ้น ขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.) จะเน้นการสอนสายสังคมศาสตร์ ผู้กู้ส่วนใหญ่ก็เป็นสายสังคมศาสตร์ ดังนั้นคงต้องขอให้ มรภ.จัดสรรผู้กู้ที่เรียนกลุ่มวิทยาศาสตร์ให้เพิ่มขึ้นด้วย
          "การที่ กยศ.กำหนดสัดส่วนกู้ยืมโดยเน้นในสายวิทยาศาสตร์มากขึ้น ไม่ใช่เป็นการบังคับผู้เรียน แต่ต้องการให้ผู้เรียนได้เห็นอนาคตที่ชัดเจนมากขึ้น จากที่ปัจจุบันใครที่ฐานะยากจนสามารถกู้กยศ. ได้ทั้งหมด และไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นสาขาไหน ทำให้ผู้กู้กู้ตามอำเภอใจ โดยไม่คำนึงถึงว่าจบออกมาแล้วจะมีงานทำหรือไม่ซึ่งการเรียนสายวิทยาศาสตร์ จบแล้วมีงานทำแน่นอน" ดร.สุเมธกล่าว.

          ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


โพสเมื่อ : 13 ม.ค. 54   อ่าน 9877 ครั้ง      คำค้นหา :