จับชีพจรตลาดอุดมศึกษา’53 ปรับตัวรับอาเซียนมุ่งสู่มหา’ลัยโลก
จับชีพจรตลาดอุดมศึกษา'53 ปรับตัวรับอาเซียนมุ่งสู่มหา'ลัยโลก
ต้องยอมรับว่าตลาดการศึกษาประจำปี 2553 มีการแข่งขันที่รุนแรงกว่า 2-3 ปีผ่านมาเนื่องจากปริมาณนักศึกษามีจำนวนลดลงดังนั้นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยทั้งของภาครัฐและเอกชนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดหลักสูตรใหม่ ๆ เพื่อแย่งนักศึกษาเพื่อให้เข้าสู่ตลาดการศึกษามากขึ้น อีกทั้งปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองที่เข้ามาสำทับ จนทำให้สถาบันการศึกษาหลายแห่งต้องเร่งปรับเปลี่ยนจุดแข็งและจุดขายเพื่อให้สถาบันการศึกษาของตนดำรงอยู่ในตลาดได้ สำคัญไปกว่านั้น อีก 5 ปีข้างหน้าจะเกิดประชาคมอาเซียน ดังนั้นผู้บริหารสถาบันการศึกษาจึงต้องเตรียมความพร้อมทุกด้านเพื่อรองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้จึงเป็นการจับชีพจรตลาดอุดมศึกษาว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้างในรอบปีที่ผ่านมา
ยุคสร้างคุณภาพการศึกษา ก้าวข้ามจากการแข่งขันของแบรนด์และชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย เพราะการเกิดขึ้นของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) ที่เดินทางมาสู่การเตรียมประเมินในรอบที่ 3 ที่แม้จะเกิดการต่อต้านจากสถาบันการศึกษาบางแห่งที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการประเมินหรือผลประเมิน ขณะที่โครงการสหกิจศึกษาที่ส่งนักศึกษาไปฝึกงานในสถานประกอบการจริงก็มีความเข้มข้นมากขึ้นเพื่อสร้างผลิตภาพของคน อย่างสถานศึกษาได้สร้างคนให้ตรงความต้องการของธุรกิจมากขึ้น และได้มีการสร้างแรงจูงใจให้สถานประกอบการนำศึกษาไปฝึกงาน โดยสามารถลดหย่อนภาษีให้กับผู้ประกอบการได้ถึง 2 เท่า ด้านมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีความพยายามสร้างแบรนด์ให้กับตนเองด้วยการใช้มาตรฐานของสถาบันต่าง ๆ ที่มีความน่าเชื่อถือมาการันตีให้กับตนเอง เช่น ที่ศศินทร์ที่ได้รับมาตรฐานจากAssociation to Advance Collegiate Schools of Business (AACSB) สถาบันที่ให้การรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านบริหารธุรกิจที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาและการรับรองคุณภาพมาตรฐาน EQUIS (European Quality Improvement System) European Foundation for Management Development หรือ EFMD สถาบันที่ให้การรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านบริหารธุรกิจที่มีชื่อเสียงของยุโรป เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพราะนอกจากจะได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทยแล้ว ในระดับเอเชียยังได้รับการจัดอันดับจาก QS World University Rankings QS ประจำปี2553 ให้อยู่ในอันดับ 30 ของมหาวิทยาลัยในเอเชีย หรือธุรกิจบัณฑิตย์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับรองมาตรฐานด้านการบริหารงาน ISO 9001 : 2008 ทั้งระบบ ชูจุดแข็ง สร้างแบรนด์มหา'ลัยหลังจากปีที่ผ่านมาอาจเห็นภาพการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาดของมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่หยิบเอาเรื่องของความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความคิดสร้างสรรค์มาใช้ภายใต้การบริหารงานของทายาทรุ่นที่ 2 อย่าง เพชร โอสถานุเคราะห์นอกจากการสร้างสภาพแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัยให้มีบรรยากาศที่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ หรือกิจกรรมที่สุดแสนจะครีเอทีฟแล้ว ล่าสุดยังได้มีการตั้งศูนย์สร้างสรรค์เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้ามาใช้อุปกรณ์ และเรียนรู้เพิ่มเพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานของตนเองอีกด้วย สำหรับยักษ์ตัวที่สองอย่างมหาวิทยาลัยรังสิต ที่เน้นจุดยืนด้านการสร้างสังคมธรรมาภิบาลเพื่อขายแบรนด์ของคนดี ด้วยการสร้างให้นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเป็นต้นแบบของสังคมของคนดีและสามารถอยู่ร่วมกันได้บนความแตกต่างและหลากหลาย โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนผ่านมาได้มีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเพื่อส่งท้ายปี ด้วยการประกาศปรับเปลี่ยนตรามหาวิทยาลัยให้ดูเรียบง่ายตรงคอนเซ็ปต์ นอกจากนี้ยังสร้างฟอนต์ใหม่ คือ ฟอนต์อาร์เอสยู และฟอนต์อาทิตย์ ซึ่งนับจากนี้จะถูกนำไปใช้ในทุกสื่อทั้งภายนอกและภายในมหาวิทยาลัยรังสิต รวมถึงให้คนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี เพื่อสร้างแบรนด์ให้มีความเข้มแข็งและชัดเจนขึ้น ในปีนี้ได้เห็นมหาวิทยาลัยแทบทุกขนาดหันมาสร้างจุดยืนให้กับตนเอง เพื่อผู้บริโภคจะสามารถเลือกสิ่งที่ต้องการให้กับตนเองมากขึ้น และเป็นแนวทางที่มหาวิทยาลัยใช้มาแข่งขันท่ามกลางตลาดการศึกษาที่อิ่มตัวไม่ว่าจะเป็นการประกาศจุดยืนใหม่ของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ที่มุ่งสู่ความเชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาของอาเซียน หรือมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กับการกลับมาของ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศในตำแหน่งอธิการบดี ในคอนเซ็ปต์การนำความรู้สู่การปฏิบัติ ที่เน้นให้การเรียนรู้เปรียบเสมือนการซ้อมใหญ่ให้กับชีวิต และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กับการสร้างทุกหลักสูตรให้เป็นการผสมผสานความสามารถเชิงธุรกิจอย่างเข้มข้น รวมถึงมหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด มหาวิทยาลัยขนาดเล็กจากการเป็นบูติคยูฯก็ปรับตัวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแนวใหม่ ที่เมื่อนักศึกษาจบไปจะสามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้ทันที ปรับตัวรับอาเซียน-มุ่งสู่มหา'ลัยโลก ไม่เพียงการปรับตัวเพื่อหาจุดยืนให้กับตนเองเท่านั้น อีกด้านของสถาบันการศึกษาจะเริ่มเห็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนในอีก5 ปีข้างหน้า มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญสบโอกาสในการครบรอบ 40 ปี เปิดหลักสูตรปริญญาโทศิลปศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างคนที่จะคอยประสานการทำงานระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกัน และกำลังเตรียมตัวสู่การตั้งศูนย์วิจัยดัชนีของอาเซียนที่จะพร้อมให้รายงานข้อมูลชิ้นแรกในเดือนเมษายน 2554 ทั้งยังมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงทั่วโลกกว่า 55 แห่งใน 19 ประเทศ เช่น สแตนฟอร์ด, เยล หรือฮาร์วาร์ด เพื่อมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก หรือที่ ศศินทร์ ก็มีการเตรียมเปิดศูนย์เรียนรู้นานาชาติที่จังหวัดพังงา เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจอาเซียน ที่มีความตั้งใจให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ในระดับภูมิภาค ซึ่งเชื่อว่าประเด็นเรื่องการมาถึงของประชาคมอาเซียนในอีกไม่นานนี้จะเป็นเรื่องที่แทบทุกมหาวิทยาลัยเริ่มพูดคุย และเตรียมความพร้อมนักศึกษา โดยเฉพาะเรื่องภาษาอังกฤษที่เป็นภาษากลางสำหรับการสื่อสารในอาเซียน ไม่เฉพาะการปรับตัวเพื่อรับประชาคมอาเซียน ตอนนี้หลายมหาวิทยาลัยได้มองไกลไปถึงการเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกเช่น ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้มีการร่างโรดแมป 15 ปี ตั้งเป้าหมายตนเองเป็นสถาบันการศึกษาทางไกลระดับเวิลด์คลาส โดยปรับระบบการบริหารงาน สร้างกรอบทิศทางให้มีความชัดเจน เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร รวมถึงการเสริมประสิทธิภาพของการเรียนเสริมเพิ่มเติมที่อยู่ในระบบออนไลน์ เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ตั้งเป้าหมายเดินไปสู่การเป็นสถาบันการศึกษาระดับเวิลด์คลาส อย่างเช่นมหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศศินทร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จุดเปลี่ยนโรงเรียนอาชีวะ ท่ามกลางภาพลักษณ์ที่ไม่สู้จะดีนักของการศึกษาในสายอาชีพของอาชีวศึกษาทำให้เกิดความขาดแคลนแรงงานสำคัญในภาคธุรกิจ กระทรวงศึกษาธิการจึงมีความพยายามกู้ชื่อเสียงของโรงเรียนอาชีวะขึ้นมาด้วยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อย่างกิจกรรมคนอาชีวะ สุดยอดบริการ ที่รวมกูรูระดับโลกมาช่วยอบรม รวมถึงการสร้างมาตรฐานให้เกิดขึ้นกับสถานศึกษาครูอาจารย์ และนักศึกษา โดยล่าสุดมีการพูดคุยถึงการจัดตั้งสถาบันมาตรฐานวิชาชีพแรงงาน ที่ส่งผลไปถึงการกำหนดค่าจ้างที่สูงขึ้น รวมถึงการยกระดับคุณภาพและสร้างมาตรฐานให้กับการศึกษาสายอาชีพ เพื่อจูงใจให้คนมาเรียนในสายอาชีพ ซึ่งเป็นแรงงานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งหมดล้วนเป็นความเคลื่อนไหวของตลาดการศึกษาที่เกิดขึ้นในปี 2553 ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นความหวังต่อการปฏิรูปการศึกษาไทยอีกระลอก แต่จะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ และจะมีทิศทางอย่างไรคงต้องจับตาดู
ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 ธ.ค. 2553 - 2 ม.ค. 2554-- |
|
โพสเมื่อ :
29 ธ.ค. 53
อ่าน 16259 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |