สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ’สทศ.ต้องไม่ทำให้เด็กเสียสิทธิ’




      

สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ 'สทศ.ต้องไม่ทำให้เด็กเสียสิทธิ'

          สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีกครั้งภายหลังจากที่ศ.ดร.อุทุมพร จามรมานผู้อำนวยการสทศ. บุคคลซึ่งถูกกลุ่มเด็ก ม.ปลาย ผู้ปกครองเกือบทั่วประเทศพูดถึงมากที่สุด ได้หมดวาระลงและ รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์คือบุคคลที่ก้าวเข้ามารับไม้ต่อ ตั้งแต่วันเข้ารับตำแหน่ง (1 ธ.ค.2553)จนถึงวันนี้ถือเป็นห้วงเวลา 3 เดือนเต็มกับภาระหัวเรือใหญ่แห่ง สทศ. ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีของทีมข่าวการศึกษา ASTV ผู้จัดการรายวัน ที่จะได้เปิดใจ ผอ.สทศ.คนใหม่ ภายหลังเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้o ประเมินผลงานในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาอย่างไร
          ถือว่าน่าพอใจเพราะสามารถ สานงานเก่าก่องานใหม่ได้ โดยช่วงที่ผ่านมา 3 เดือนได้จัดสอบหลายอย่างคือ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา(V-NET) ครั้งแรก
          การทดสอบมาตรฐานอิสลามศึกษา (I-NET) การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)และการจัดสอบวัดความถนัดทั่วไป (GAT) การสอบวัดความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT)ครั้งที่ 1/2554 (มี.ค.2554) ซึ่งทั้งหมดดำเนินการผ่านไปได้ด้วยดีo ที่ผ่านมามีข้อทักท้วงเรื่องการออกข้อสอบของ สทศ.
          ยอมรับว่ามีข้อร้องเรียนเยอะมาก ก่อนผมมารับตำแหน่งที่นี่ก็มีแต่คนบอกว่า หนักนะแต่ผมก็ต้องพยายามทำให้ปัญหานี้หมดไป เพื่อไม่
          ให้นักเรียน ผู้ปกครองมองที่นี่เป็นแดนสนธยาพูดตรงๆ คือต้องให้ความเป็นธรรมแก่คนทุกฝ่ายอย่างผู้ออกข้อสอบ ถึงจะมีข้อสอบผิดเพียง 1-2 ข้อก็ต้องไม่ให้มีผิดเลยสักข้อ จึงต้องมาดูว่าจะพัฒนาระบบอย่างไรให้มีความผิดพลาดน้อยที่สุด จนไม่ผิดพลาดเลย ซึ่งที่ผ่านมาข้อสอบ O-NET จะไม่ค่อยมีปัญหา แต่ที่ผิดพลาดคือข้อสอบ GAT-PAT จะสร้างความมั่นใจเรื่องกระบวนการออกข้อสอบ จัดสอบอย่างไร
          สทศ.ทำตามหลักวิชาในการจัดสอบ คือ 1. มาตรฐานการสร้าง 2. มาตรฐานการสอบ
          3. มาตรฐานการตรวจ และ4. การรายงานผลที่ สทศ.ยึดมาตลอด ในการออกข้อสอบแต่ละครั้ง สทศ.ต้อง
          คัดสรรทรัพยากรบุคคลที่เชี่ยวชาญระดับชาติมาดำเนินการ โดยทุกคนต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใช้กระบวนการตรวจสอบขั้นสูงสุด ต้องมีอย่างน้อย3 ชุด ยึดการออกข้อสอบที่ตรงกับเนื้อหาที่เรียนออกข้อสอบให้คนทำเข้าใจตรงกัน ใครมาดูแล้วคำตอบก็ต้องตรงกัน นอกจากนี้ในส่วนของการจัดสอบ การตรวจ รายงานผล ก็ต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และหากตรวจแล้วมีปัญหาพบว่าคำตอบผิดก็คือผิด จะไม่มีว่ากลัวเสียภาพลักษณ์องค์กร ทำเป็นเงียบๆ ไม่ยอมรับ ซึ่งตรงนี้ผิดได้แต่ความยุติธรรมต้องมี อย่าให้เด็ก
          เสียสิทธิสำคัญที่สุด การที่ สทศ.เข้ามามีบทบาทในการจัดสอบรับตรงกลางร่วมกันที่ผ่านการรับตรงของแต่ละมหาวิทยาลัยมีปัญหา เนื่องจากต่างคนต่างรับ ทำให้เด็กต้องวิ่งรอกสอบเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เลยมีมติให้ดำเนินการจัดสอบรับตรงส่วนกลางร่วมกัน โดยให้ สทศ.จัดสอบ 7 วิชาคือ คณิตศาสตร์, ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา, สังคม, ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ ซึ่งเราก็ยินดีและพร้อมที่จะจัดสอบให้ เพื่อให้คณะวิชาที่จัดสอบรับตรงแบบต่างคนต่างสอบ มารวมกันที่จุดเดียว พูดง่ายๆ คือคณะที่รับตรงที่จะใช้ 7 วิชานี้ก็จะให้นักเรียนมาสมัครสอบกับเรา  โดยมีแนวโน้มว่าในการรับตรงปี 2555
          คณะใดใช้คะแนน GAT-PAT ก็ใช้เดือน ต.ค.2554 คณะใดใช้คะแนนใน 7 วิชานี้นักเรียนก็ต้องมาสอบกับ สทศ. ประมาณเดือน ม.ค. 2555 o ความเป็นไปได้ที่จะใช้ O-NET มาเป็นส่วนหนึ่งของการรับตรง
          ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่มีการเชิญชวนให้ใช้O-NET มาพิจารณารับตรง อย่าง กสพท. ก็กำหนดมาแล้วว่าใครจะสอบแพทย์ต้องได้ O-NET ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ซึ่งใช้มาแล้ว 2 ปี เพราะฉะนั้นเด็กที่จะเข้าแพทย์ก็ต้องตั้งใจสอบ O-NET หรือตัวแทนจากม.เกษตรศาสตร์ ก็บอกว่า อยากให้การสอบรับตรงเอา O-NET  เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ เพื่อที่เด็กจะได้ไม่ทิ้งห้องเรียน ดังนั้นหน้าที่ของ สทศ.จึงต้องสร้างพันธมิตรผู้ใช้ ด้วยการตอบสนองความต้องการเห็นคุณค่า ถ้าบอกว่ายังไม่ดีก็จะรับฟัง ข้อสอบไม่ดีแก้ได้แต่หากบอกว่าสอบไปทำไม ไม่มีประโยชน์ อย่างนี้เลิกสอบเถอะ
          ก่อนผมมารับตำแหน่งมีแต่คนบอกว่า หนักนะ
          แต่ผมก็ต้องพยายามทำ
          ให้ปัญหานี้หมดไปเพื่อไม่ให้นักเรียนผู้ปกครองมองที่นี่เป็นแดนสนธยา พูดตรงๆ
          คือต้องให้ความเป็นธรรมแก่คนทุกฝ่าย

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน



โพสเมื่อ : 14 มี.ค. 54   อ่าน 14568 ครั้ง      คำค้นหา :