’ร.ร.วัดท่าสะท้อน’ เสียงจาก ร.ร.เล็กที่ สพฐ.ควรฟัง




      

'ร.ร.วัดท่าสะท้อน' เสียงจาก ร.ร.เล็กที่ สพฐ.ควรฟัง

 

          โดย...เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ
          จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งเป้าว่าจะเกิดการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คน โดยไม่ต้องบีบบังคับประมาณ 7,000 โรง จากโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด 14,397 โรงทั่วประเทศ ซึ่งพบว่าโรงเรียนขนาดเล็กใช้ทรัพยากรสูงมากประกอบกับจำนวนโรงเรียนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ต้องยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก
          ในปี 2554 นี้ นายชินภัทร ภูมิรัตนเลขาธิการ กพฐ. เริ่มประกาศจะเดินหน้าจัดทำแผนเพื่อยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กโดยสั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไปจัดทำแผนบริหารจัดการในพื้นที่ของตนและจัดทำ School Mapping เพื่อระบุพิกัดที่โรงเรียนขนาดเล็กตั้งอยู่ ซึ่งช่วงแรกจะมุ่งเน้นโรงเรียนที่นักเรียนตั้งแต่ 40 คนลงไปที่มีอยู่จำนวน 2,545 โรงเป็นอันดับแรก แบ่งเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียน 0-20 คน จำนวน581 แห่ง และ 21-40 คน จำนวน 1,964 แห่ง
          ทันทีที่ สพฐ.เริ่มเดินเครื่องที่จะทำแผนยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก หน่วยงานจากสภาการศึกษาทางเลือก (สกล.) นำโดยนายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เลขาธิการสภาการศึกษาทางเลือก ทำหน้าที่เป็นตัวแทนโรงเรียนขนาดเล็ก ชุมชน คัดค้านนโยบายควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อขอคืนการศึกษาให้ชุมชน
          สำหรับโรงเรียนวัดท่าสะท้อนจ.นครศรีธรรมราช ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความเข้มแข็งและมีคุณภาพสำคัญยิ่งยวดต่อชุมชน
          ด.ช.ธีรเดช ห้วยห้อง ชั้นป.5 โรงเรียนวัดท่าสะท้อน จ.นครศรีธรรมราช ในฐานะเด็กในพื้นที่ สะท้อนมุมมองจากใจว่า ได้ยินเรื่องการยุบรวมโรงเรียนจากคนในชุมชนก็ไม่อยากให้ยุบโรงเรียนไม่อยากไปเรียนที่อื่นเพราะว่าเดินทางลำบากห่างหลายกิโลเมตรไปกลับเองไม่ได้พ่อจะต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับ-ส่ง และเส้นทางแถวบ้านส่วนใหญ่เป็นดินลูกรังและก็ค่อนข้างเปลี่ยวเพราะสองข้างทางเป็นป่าพรุ แต่ถ้าเรียนที่โรงเรียนท่าสะท้อนแต่ละวันก็ขี่รถจักรยานมาเรียนเองได้ ถ้าขอได้ก็ไม่อยากให้ยุบโรงเรียนของหนูหรือโรงเรียนอื่น ๆ
          ด้านนายวันชัย พุทธทองรองเลขาธิการสภาการศึกษาทางเลือกภาคใต้ซึ่งมีความคุ้นเคยกับโรงเรียนวัดท่าสะท้อนเล่าว่า ขณะนี้โรงเรียนวัดท่าสะท้อนเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความเข้มแข็ง เด็กที่จบจากที่นี่ก็ไปเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนดังๆ ได้หลายคน แต่ความจริงแล้วในอดีตนั้นโรงเรียนวัดท่าสะท้อนเคยถูกยุบไปเป็นเวลา 2 ปีในช่วงปี 2548-2549 เนื่องจากมีปัญหาภายในโรงเรียนพอโรงเรียนปิดไปชาวบ้านในชุมชนก็ลำบากเพราะการจะส่งลูกหลานไปเรียนในโรงเรียนอื่นที่ใกล้ที่สุดก็อยู่ในตัวอำเภอซึ่งระยะทางห่างจากชุมชนประมาณ 7 กิโลเมตร การเดินทางก็ลำบากมากเพราะหมู่บ้านอยู่ทางตอนต้นของทะเลสาบสงขลาพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าพรุ สองข้างทางก็เป็นป่ามันเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่จะเดินทาง ประกอบกับพ่อแม่ของเด็กๆ ก็จะต้องเสียเวลาในการทำงานซึ่งส่งผลกระทบต่อคนหาเช้ากินค่ำ
          อย่างไรก็ตาม ชุมชนท่าสะท้อนนี้มีความเข้มแข็งมาก เพราะในปี2550 ชาวบ้านรวมตัวกันไปติดต่อ เขตพื้นที่การศึกษาขอเปิดโรงเรียนวัดท่าสะท้อนขึ้นอีกครั้งเป็นผลสำเร็จ ที่นี่ชาวบ้านช่วยกันทำหลักสูตรชุมชนท่าสะท้อนเป็นหลักสูตรท้องถิ่นที่สอนวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นคนท่าสะท้อนอย่างดี รวมทั้งยังช่วยเหลือในการจ้างครู 2 คน มาสอนนักเรียนด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กตั้งแต่อนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่ง ณ ตอนนี้ที่โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียน
          ประมาณ 28 คน ครูที่ทางเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 จัดสรรมาให้1 คน และมีครูภูมิปัญญาชาวบ้านประมาณ20 คน รวมถึงครูอาสาด้วย นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนจัดการศึกษาระยะยาวโดยจัดทำกองทุนการศึกษาเริ่มต้นจากมีทุนประเดิมเพียง 10,000 บาท จนตอนนี้มีประมาณ300,000 บาทแล้ว และยังบริหารจัดการนำกำไรของกองทุนมาเป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียน หรือทำประโยชน์อื่น ๆ ด้วย
          ท้ายที่สุด สพฐ.จะใช้เป็นข้อมูลศึกษาประกอบกับผลการวิจัยจากการลงพื้นที่ทั้งภาคเหนือ กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ถึงความเห็นต่อนโยบายการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่สอบถามจากผู้ปกครองนักเรียน ผู้บริหารและครู รวมถึงชุมชน ที่ส่วนใหญ่ยังคงมองว่า นโยบายดังกล่าวทำลายความเข้มแข็งของชุมชนละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีของชุมชน ทำลายรากฐานการเรียนรู้วิถีชีวิตเอกลักษณ์ที่ดีงามของท้องถิ่น

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน



โพสเมื่อ : 17 มิ.ย. 54   อ่าน 11598 ครั้ง      คำค้นหา :