อจ.จุฬาฯหนุนร.ร.รับแป๊ะเจี๊ยะผู้ปกครองขู่ฟ้องประมูลที่เรียน




      

อจ.จุฬาฯหนุนร.ร.รับแป๊ะเจี๊ยะผู้ปกครองขู่ฟ้องประมูลที่เรียน

 

          อจ.จุฬาฯหนุน ร.ร.รับแป๊ะเจี๊ยะ แต่ต้องใช้คำอื่นแทน เหตุขัด รธน.ที่ให้รัฐจัดการศึกษาฟรี 12 ปี ขณะที่'เครือข่ายผู้ปกครอง'ขู่ฟ้องศาล หาก รมว.ศธ.ปล่อยระดมเงินแลกที่นั่งเรียน
          จากกรณีที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีแนวคิดเปิดทางให้ผู้ปกครองมีฐานะดีสามารถจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะสนับสนุนโรงเรียนดัง เพื่อให้ลูกหลานเข้าเรียนได้อย่างเปิดเผย โดยอ้างว่าถ้าศธ.ปิดกั้นไม่ได้ ก็ต้องคิดนอกกรอบ เพื่อนำเงินบริจาคมาพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้นซึ่งมีเสียงค้านและสนับสนุนตามมามากมายนั้น
          เมื่อวันที่ 13 กันยายน นายวรวัจน์กล่าวชี้แจงแนวคิดเรื่องนี้ต่อว่า เวลานี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะให้โรงเรียนที่มีความพร้อม และผู้ปกครองมีความสามารถที่จะดูแลบุตรหลานในด้านต่างๆ ได้ เช่น เทคโนโลยี และอุปกรณ์การเรียน เป็นต้น โดยที่ทาง ศธ.จะลดเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ลง เพื่อนำไปจัดสรรให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน ส่วนเรื่องการจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะเพื่อแลกกับการเข้าเรียนนั้น ยังไม่ได้กำหนดเป็นมาตรการอะไร เพราะขณะนี้ยังอยู่ในขั้นหารือถึงการจัดสรรงบประมาณ และเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนว่า ควรมีอัตราอุดหนุนพื้นฐานต่ำสุดเท่าไหร่ แต่หากโรงเรียนที่มีความพร้อมและไม่ต้องการจะรับเงินอุดหนุน ทางโรงเรียนก็สามารถจะเก็บค่าเล่าเรียนที่สูงขึ้นได้
          นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นแนวทางที่คณะกรรมการ กพฐ.ได้เตรียมการมาเป็นลำดับ โดยมอบการบ้านให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) มาจัดทำหลักเกณฑ์ และแนวทางผ่อนคลายหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการบริหารโรงเรียนเพื่อให้โรงเรียนที่มีศักยภาพสูงมีความคล่องตัวในการบริหารด้านงบประมาณ บุคคล วิชาการและการบริหารทั่วไป ดังนั้น การเปิดโอกาสให้โรงเรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพ โดยไม่ต้องรอการสนับสนุนงบฯจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียวจะช่วยให้โรงเรียนพัฒนาได้อย่างรวดเร็วขึ้น
          การดำเนินการเรื่องนี้มีเรื่องการระดมทรัพยากรของโรงเรียนด้วย โดยจะเปิดโอกาสให้ระดมได้มากขึ้น ด้วยความสมัครใจของผู้เรียนและผู้ปกครอง ดังนั้น แนวทางการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะโดยเปิดเผยตามแนวคิดของนายวรวัจน์ น่าจะอยู่ในช่องทางของการระดมทรัพยากร ซึ่งต้องวางระเบียบและวิธีการที่เปิดเผย มีหลักฐานการรับจ่ายเงินชัดเจน โดยอาจเชื่อมไปถึงระบบการลดหย่อนภาษี ซึ่งต้องหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อจูงใจให้คนบริจาคเงินมากขึ้น ก็จะทำให้การระดมทรัพยากรมาใช้พัฒนาโรงเรียนได้อย่างเต็มที่ นายชินภัทรกล่าว และว่า อย่างไรก็ตามการบริจาคเงินในรูปของการระดมทรัพยากร คงไม่ใช่การแลกเปลี่ยนเพื่อเข้าเรียน เพียงแต่อาจเปิดช่องทางให้กับกลุ่มผู้มีอุปการคุณได้มีโอกาสตรงนี้ แต่ก็ต้องดูสมรรถนะของผู้เรียนด้วย เพื่อที่เข้าไปเรียนแล้วจะไม่มีปัญหา แต่ทั้งหมดนี้จะต้องนำไประดมความคิดเห็นกันต่อไป วันนี้ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ
          นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้จ่ายแป๊ะเจี๊ยะ สะท้อนถึงความสุดโต่งของรัฐบาลที่เข้ามาดูแล ศธ. ซึ่งรัฐบาลที่แล้วห้ามไม่ให้มีแป๊ะเจี๊ยะเลย แต่รัฐบาลนี้ปล่อยเสรีแป๊ะเจี๊ยะ ดังนั้น ปัญหาอยู่ที่ข้าราชการ ศธ.จะปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์อย่างไร อีกทั้งต้องระมัดระวังว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้จัดการศึกษาฟรี 12 ปี โดยรัฐต้องจ่ายให้ อย่างไรก็ตาม ส่วนลึกๆ ตนเห็นด้วยที่ให้จ่ายแป๊ะเจี๊ยะอย่างเปิดเผย แต่ก็ให้ระวังเรื่องขัดรัฐธรรมนูญ โดยอาจจะใช้คำอื่นแทนแป๊ะเจี๊ยะได้หรือไม่ และจะต้องกำหนดเกณฑ์การรับนักเรียนที่ชัดเจน เช่น กำหนดสัดส่วนว่ารับได้ไม่เกิน 15% เพื่อไม่ให้กระทบกับเด็กคนอื่นๆรวมทั้งเงินแป๊ะเจี๊ยะที่ได้จะต้องกำหนดด้วยว่าโรงเรียนจะเอาไปใช้ในเรื่องใดได้บ้าง ไม่เช่นนั้นอาจนำเงินไปใช้ผิดประเภท และเมื่อรับเงินส่วนนี้แล้ว โรงเรียนเหล่านี้จะต้องไม่รับงบอุดหนุนรายหัวนักเรียน เพื่อเอาไปช่วยนักเรียนที่ขัดสน
          นายธนารัชต์ สมคเณ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)เขต 1 กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องแป๊ะเจี๊ยะ เพราะจากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนกว่า 10 แห่งในสังกัด พบว่าโรงเรียนต่างๆ มีภาระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคอย่างมากบางแห่งต้องจ่ายค่าไฟเดือนละกว่า 1 แสนบาทขณะที่เงินรัฐอุดหนุนให้ไม่เพียงพอ แต่จะต้องจัดห้องเรียนเป็นสัดส่วน โดยอาจเปิดห้องสำหรับเด็กกลุ่มนี้โดยเฉพาะ แต่ต้องทำให้ถูกต้องและโปร่งใส
          นายสุรัตน์ เจียตระกูล อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนพะเยาพิทยาคม จ.พะเยา กล่าวว่า เงินแป๊ะเจี๊ยะที่ผู้ปกครองบริจาคให้โรงเรียน เพื่อนำบุตรหลานเข้ามาเรียน มีมานานแล้ว เพราะหลายโรงเรียนไม่มีงบฯบริหารจัดการอย่างเพียงพอ เพียงแต่ที่ผ่านมาสังคมมักมองเรื่องเงินบริจาคหรือแป๊ะเจี๊ยะในเชิงลบ จึงอยากให้มองเป็นเชิงบวกบ้าง โดยอาจจะเรียกว่าเงินบริจาคนอกงบประมาณ ซึ่งเงินส่วนนี้จะถูกนำไปใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภค ค่าจ้างครูสอนภาษา ฯลฯเพราะงบฯอุดหนุนต่อหัวนักเรียนมีเพียง 3,000-4,000 บาทเท่านั้น ไม่พอใช้จริงๆ
          ด้านนายประเสริฐ ชิตพงษ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา วุฒิสภา กล่าวว่าเรื่องการเปิดกว้างให้ผู้ปกครองสนับสนุนโรงเรียนได้เต็มที่นั้น ตนมีข้อห่วงใยอยู่ 3 ประการ คือ1.การบริจาคอาจกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น หรือผู้ที่มีสิทธิเข้าเรียนด้วยความสามารถของตนเองดังนั้น หากโรงเรียนจำเป็นต้องรับเด็กที่มาจากการบริจาคเงิน จะต้องดูแลไม่ให้ไปเบียดแทรกผู้มีสิทธิตามโควตาปกติให้ได้รับผลกระทบ 2.ต้องไม่นำโควตาบริจาคเงินไปเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้อง เพราะอาจทำให้การเรียนการสอนไม่มีคุณภาพ โดยโรงเรียนอาจจัดห้องเรียนพิเศษเพิ่มขึ้น และ 3.ตนอยากเห็นเป้าหมายของการบริจาคเงินที่ไม่ใช่เพื่อการฝากเด็กอย่างเดียว แต่ให้นำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย โดยคนที่ใช้สิทธิฝากลูกเข้าเรียนแล้วไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
          พ.อ.ธีรพล หมั่นยิ่ง ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ กล่าวว่า จริงๆแล้วแป๊ะเจี๊ยะไม่ควรจะมี แต่ถ้าแก้ไม่ได้ ก็เห็นด้วยที่จะนำเรื่องนี้มาทำให้ถูกต้อง อย่างน้อยจะได้นำเงินส่วนนี้มาพัฒนาโรงเรียน แต่ที่ยังเป็นห่วงคือ การให้ผู้ปกครองจ่ายเงินเพื่อแลกกับการเข้าเรียนของบุตรหลาน ควรจะต้องกำหนดสัดส่วนเอาไว้ ไม่เช่นนั้นจะมีเฉพาะเด็กที่จ่ายเงินเข้าไปเรียน จึงต้องกำหนดโควตาเด็กนักเรียนที่หลากหลาย ให้มีทั้งเด็กเก่ง เด็กมีความสามารถพิเศษทางกีฬา ดนตรี และเด็กด้อยโอกาสยากจน เป็นต้น
          นายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ กล่าวว่า การระดมทุนของสถานศึกษาทำได้ แต่หากแนวทางมีผลผูกพันกับการเข้าเรียน ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็อยู่ในข่ายเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะทั้งสิ้น ซึ่งถือว่าผิดหลักกฎหมาย และรูปแบบการระดมทุนในหลายประเทศจะไม่มีผลผูกพันกับการเข้าเรียน ดังนั้น ที่มีผู้อำนวยการโรงเรียนหลายแห่งสนับสนุนแนวคิดนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าอาย และเสื่อมเสียอย่างยิ่ง เพราะทราบดีอยู่แล้วว่าจะเป็นช่องทางการทุจริตที่ยากแก่การตรวจสอบ ทั้งนี้ ตนขอเตือนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ว่า เครือข่ายผู้ปกครองพร้อมจะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้อย่างแน่นอน หากปล่อยให้มีการระดมทุนเพื่อแลกกับที่นั่งเรียน จะไปฟ้องร้องศาลปกครองแน่นอน

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 14 ก.ย. 54   อ่าน 13942 ครั้ง      คำค้นหา :