รณรงค์หลักสูตรโตไปไม่โกง นำร่องโรงเรียนสพฐ.จังหวัดร้อยเอ็ด




      

รณรงค์หลักสูตรโตไปไม่โกง นำร่องโรงเรียนสพฐ.จังหวัดร้อยเอ็ด

 

          รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการโครงการวิจัยเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและแนวทางการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมเด็กไทย โตไปไม่โกง เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับคณะกรรมการวิจัยฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ และตัวแทนผู้เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้บริหาร ครู กรรมการสถานศึกษา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องหลักสูตรโตไปไม่โกงว่าจะรณรงค์อย่างไรให้เห็นผลที่ชัดเจน ซึ่งตนได้ให้ข้อเสนอแนะว่าสามารถทำได้โดยการปลูกฝัง และสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชน โดยการพัฒนาหลักสูตร และจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม แต่ก็มีตัวแปรที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินงานอยู่มาก เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าผู้ที่มีพฤติกรรมโกงมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่ทำทุกอย่างให้ตัวเองได้ประโยชน์ เช่น กรณีที่แม่ให้ลูกไปขโมยของในร้านสะดวกซื้อ โดยอ้างว่าต้องการเงินไปเลี้ยงครอบครัวเพราะยากจน หรือพฤติกรรมของครูบางคนที่โกงเวลาราชการ เช่น ไม่เข้าสอน หรือเข้าสอนไม่ตรงเวลา รวมถึงการคัดลอกผลงานทางวิชาการเพื่อให้ได้มาซึ่งวิทยฐานะ แม้กระทั่งนักการเมืองที่มีผลสำรวจออกมาว่าปัญหาของนักการเมืองที่ต้องเร่งแก้ไขอันดับ 1 คือปัญหาการคอรัปชั่น เป็นต้น
          หากจะมองว่าพฤติกรรมการโกงเป็นปัญหาวิกฤติที่สะสมมานานก็สามารถทำให้วิกฤตินั้นเป็นโอกาสได้ โดยการให้เด็กศึกษาพฤติกรรมการโกงต่างๆ ทั้งการลักขโมย หรือการคอรัปชั่น ผ่านข่าวสารที่ออกมา เพื่อให้เด็กได้พิจารณาว่าควรทำตามหรือไม่ โดยอาจารย์ผู้สอนคอยชี้แนะสิ่งที่ถูกต้องให้ เพราะหลักสูตรที่ออกมาควรต้องสอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน ไม่เป็นแผ่นเสียงตกร่องไม่เช่นนั้นอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง รศ.ดร.สุขุม กล่าวและว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเห็นตรงกันที่จะให้คณะกรรมการวิจัยฯ ไปดำเนินโครงการนำร่องหลักสูตรโตไปไม่โกงในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จำนวน 11 แห่งในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด จากนั้นจะทำการประเมินผลภายในเวลา 3 เดือน เพื่อหาข้อสรุปว่าหลักสูตรดังกล่าวสามารถใช้แล้วได้ผลจริงหรือไม่ หรือมีอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมก่อนที่จะให้โรงเรียนทั่วประเทศนำไปใช้สอนเด็กอย่างจริงจัง

          ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง



โพสเมื่อ : 21 พ.ย. 55   อ่าน 2199 ครั้ง      คำค้นหา :