ยื้ออีก บทสรุป ม.อีสาน




      

ยื้ออีก บทสรุป ม.อีสาน

          ที่ประชุม 4 ฝ่าย ยังไม่มีบทสรุป ม.อีสาน คณะกรรมการควบคุมจะอยู่หรือไม่รอคำตอบอีก 3 วัน...
          ที่ห้องประชุมกัลปพฤกษ์ 6 มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานคณะกรรมการการอุมศึกษา ได้ประชุมติดตามความก้าวหน้าหารือร่วม 4 ฝ่ายครั้งที่ 3 กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอุมศึกษา และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อแก้ไขปัญหาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ของมหาวิทยาลัยอีสาน โดยมีนายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา รศ.กำจร ตติยกี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดร.สุมนต์ สกลไชย อธิการบดีมหาวิทยาลัยอีสาน และรองศาสตราจารย์ชูชาติ อารีจิตรานุสรณ์ กรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอีสาน เข้าร่วมประชุม ซึ่งเป็นการประชุมลับนานร่วม 3 ชม.ในเวลาต่อจึงได้มีการเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงการประชุมครั้งนี้
          โดยนายไชยยศ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้นอกจากจะติดตามความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ของมหาวิทยาลัยอีสานแล้วก็ยังเป็นการหารือร่วม 4 ฝ่ายเนื่องจากมีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการที่กรรมการควบคุมถูกการคุกคามด้ววิธีการต่างๆ เช่น การงัดโต๊ะทำงาน เอกสารหายต่อเนื่องหลายครั้ง ทั้งที่แจ้งความและไม่ได้แจ้งความ และปัญหาในการส่งมอบเอกสารทางการเงินทั้งหลายที่เป็นปัญหายังไม่ได้รับความคืบหน้าเท่าที่ควร
          รวมทั้งปัญหาเรื่องของการจัดการเก็บฐานข้อมูลต่างๆไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ที่ทาง สกอ. กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการศึกษา มาตรฐานการเงิน ส่วนข้อสรุปการทำงานของคณะกรรมการควบคุมนั้นจะสรุปให้เสร็จในวันที่ 13 ก.ค.ใน 3 แนวทาง คือ 1.ถ้าไม่มีความผิดก็จะดำเนินการคืนให้กับคณะผู้บริหารชุดเดิมต่อไป 2.หากทำผิดจริงจะดำเนินการเยียวยาอย่างไร 3.หากผิดก็ต้องถอนใบอนุญาต แต่ถึงแม้ว่ามติของคณะกรรมการควบคุมจะออกมาอย่างไร ก็ยังไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เพราะต้องรอคณะกรรมการอุทธรณ์เสียก่อน เนื่องผู้รับใบอนุญาตได้ยื่นอุทธรณ์ และหากยังไม่มีบทสรุปใดๆอีก ก็จะมีการนัดการประชุมในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อไป
          ขณะเดียวกันในวันที่ 14 ก.ค. ทางคณะกรรมการอุทธรณ์จะรับพิจารณาการยื่นอุทธรณ์จากผู้รับใบอนุญาตคัดค้านการตั้งคณะกรรมการควบคุม ดังนั้นข้อสรุปในวันที่ 13 ก.ค. ก็ต้องรอผลในวันที่ 14 ก.ค.ว่าทางศาลอุธรณ์รับอุทธรณ์หรือไม่ เพราะถ้ารับอุทธรณ์ก็แปลว่า คณะกรรมการควบคุมก็จะถูกสลายไปโดยปริยาย แต่ถ้าไม่รับอุทธรณ์ก็ต้องมาดำเนินการตามข้อสรุปในวันที่ 13 ก.ค. และบทสรุปนั้นจะเสนอให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง
          ดังนั้นวันที่ตัดสินคือวันที่ 13-14 ก.ค. นี้ ส่วนในเรื่องที่ตอนนี้เปลี่ยนคณะรัฐบาลชุดใหม่นั้นทำให้หลายคนกังวลว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ได้รับการสานต่อจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ตนคิดว่ารัฐมนตรีชุดใหม่ก็ต้องเข้ามาดูเรื่องนี้ต่ออย่างแน่นอน เพราะเรื่องด้านการศึกษาถือเป็นเรื่องใหญ่ รัฐมนตรีคนไหนก็ต้องดำเนินการต่อ
          นายไชยยศ กล่าวอีกว่า จะมีตัวแปลก็คือถ้า กกต.มีมติรับรอง ส.ส. เกิน 95 เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ 12 ก.ค. 54 ก็แปลว่าสภาจะเปิดได้เร็วและเมื่อสภาเปิดได้เร็วก็ต้องตั้งประธานสภา ตั้งนายกรัฐมนตรีได้เร็ว วาระการทำงานของตนก็จบไป แต่คาดว่ายังคงไม่ใช้ในระยะเวลานี้
          ทางด้าน รศ.ดร.สุมนต์ กล่าวว่า การเยียวยาไม่ได้ขึ้นอยู่กับที่ผู้บริหารฝ่ายเดียว แต่ต้องขึ้นอยู่กับกฏกติกาต่างๆ แต่ความผิดพลาดที่ผ่านมาเกิดจากการจัดการศึกษานอกที่ตั้งของ ม.อีสาน เอง ความจริงกฏกระทรวงก็ไม่ได้ห้าม เพียงแต่ว่าการจัดการที่ผ่านมาของทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ขออนุญาต พอมาแก้ไขปัญหาความผิดพลาดที่มีอยู่มาก จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างได้อย่างรวดเร็ว เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ทำตามกฏหมาย
          แต่อย่างไรก็ตาม ได้ดำเนินการกระบวนการมาตามลำดับ มีการเสนอมาตรการเยียวยา เราจำเป็นต้องสร้างมาตรการเพื่อสร้างการยอมรับต่อสาธารณะชนที่มีต่อบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอีสาน เนื่องจากชื่อเสียงของบัณฑิตทั้งที่จบไปแล้วและยังไม่จบได้รับความเสียหายหมด
          รศ.ดร.สุมนต์ กล่าวอีกว่า ผมพยายามกู้ภาพลักษณ์ของบัณฑิตที่เสียไป คือต้องให้สาธารณะชนมั่นใจในเรื่องของคุณภาพ เราต้องเสนอมาตรการที่แน่ใจว่ามีการการกลั่นกรองตรวจสอบคุณภาพได้เป็นอย่างดี ว่ามีการเรียนจริง สอบจริง ฝึกงานครบ คณะกรรมการที่มาตรวจสอบก็มาจากภายนอก
          ดังนั้นเรื่องนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไข และเมื่อวานนี้ได้มีนักศึกษาที่ผ่านการตรวจสอบขั้นต้น 2 คน ก็จะมีการเสนอให้จบการศึกษาจากสภามหาวิทยาลัย ถึงแม้หลายคนจะมองว่าการแก้ไขช้า ก็ต้องเรียนว่าตนเองเข้ามาเดือน พ.ค. แต่ปัญหานั้นเกิดมาก่อนและขนาดของปัญหาก็เยอะ ไม่ได้นิ่งนอนใจ
          นอกจากนี้ยังเกิดการสกัดกั้นในการทำงาน ไม่ว่าจะมีการงัดห้องขโมยของในห้องทำงาน ทำลายเอกสาร และผู้บริหารของผม 4-5 คนได้ถูกคุกคามทางอ้อม เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดในวงการการศึกษา

          ที่มา: http://www.thairath.co.th



โพสเมื่อ : 12 ก.ค. 54   อ่าน 53392 ครั้ง      คำค้นหา :