วงเสวนาชี้ ‘แท็บเลต’ ทำเด็กไร้สำนึก แนะรัฐสร้างระบบป้องกันและชี้ทางที่ถูกต้อง




      

วงเสวนาชี้ ‘แท็บเลต’ ทำเด็กไร้สามัญสำนึก แนะรัฐสร้างระบบป้องกันและชี้ทางที่ถูกต้อง

          นายอโณทัย ฤทธิ์ปัญญาวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุคนพิการและผู้ด้อยโอกาสวุฒิสภา เปิดเผยรายละเอียดในการจัดเสวนา เรื่อง แจกแท็บเลตเด็กป.1 ลดหรือเพิ่มปัญหาสังคม โดยมีนายวรพัฒน์ ทิวถนอม รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) พญ.จันทร์เพ็ญชูประภาวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและพัฒนาการเด็ก
          ในฐานะนายกสมาคมนักวิจัยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก และนางอรุณี อัศวภาณุกุม ผู้แทนผู้ปกครองเด็ก ป.1 โรงเรียนบ้านหนองบอน(นัยนานนท์อนุสรณ์) ที่ได้รับแจกเครื่องแท็บเลต เข้าร่วมเสวนา ว่าที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯได้ติดตามปัญหาสังคมมาต่อเนื่อง และมีความเป็นห่วงประเด็นการแจกเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา หรือแท็บเลต ให้กับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมและหลังจากในเครือข่ายออนไลน์มีการเผยแพร่ภาพที่อ้างว่ามาจากแท็บเลตที่รัฐบาลแจกให้กับเด็ก ป.1 สามารถการเข้าถึงเว็บไซต์ลามกอนาจารได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลระบุว่ามีการบล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์หมดแล้ว ทำให้ผู้ปกครอง นักวิชาการ และผู้ที่อยู่ในแวดวงคนที่ทำงานด้านเด็กมีความกังวลว่า การแจกเครื่องแท็บเลตให้กับเด็ก ป.1 ว่าเด็กมีความพร้อมหรือยังที่จะใช้เครื่องแท็บเลต ซึ่งตนเชื่อว่าปัญหาจะค่อยๆ ผุดออกมาเรื่อยๆ ภายหลังจากเด็กได้รับเครื่องและนำไปใช้แล้ว
          ประเด็นที่ถูกจับตาจะเป็นเรื่องของระบบเครือข่าย ไวไฟที่มีไม่ทั่วถึง ระบบไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอ ไม่มีปลั๊กไฟ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องระบบโครงสร้างที่ยังไม่ได้เตรียมพร้อมหรือรองรับได้อย่างทันท่วงที แต่ขณะนี้แท็บเลตได้ถูกแจกจ่ายไปแล้วแต่ประเด็นใหญ่ที่น่ากังวลใจมากกว่า และถูกละเลยมองข้ามก็คือ เมื่อแท็บเลตถึงมือของเด็กปฐมวัย ถ้าพวกเขายังไม่พร้อมที่จะใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ จะเกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมาหรือไม่ ดังนั้น เมื่อเราได้ข้อเสนอจากเวทีเสวนาครั้งนี้แล้วคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ ก็จะนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา นายอโณทัย กล่าว
          ด้าน รองปลัดกระทรวงไอซีที กล่าวว่า จากที่เห็นตามกระแสข่าวว่าเครื่องแท็บเลตที่รัฐบาลแจกให้กับเด็กป.1 สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ลามกอนาจารได้นั้น ตนยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นเด็ก ป.1 นำเครื่องแท็บเลตไปเข้าเว็บไซต์นั้นจริงหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงเครื่องแท็บเลตเป็นอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อโลกออนไลน์ได้เหมือนโน้ตบุ๊คและมือถือสมาร์ทโฟนทั่วไป อยู่ที่ผู้นำไปใช้เมื่อสามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เนตก็เข้าไปดูเว็บไซต์ต่างๆ ได้ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงไอซีทีพยายามจะกวาดล้างและบล็อกเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมโดยร่วมมือกับทางกูเกิ้ลหลายครั้งแล้ว แต่เมื่อบล็อกเว็บไซต์ดังกล่าวได้แล้ว ก็ยังมีคนพยายามจะเปิดเว็บไซต์เพิ่มขึ้นมาใหม่อีกดังนั้น ตนมองว่าหากจะป้องกันไม่ให้เด็กเข้าไปดูเว็บฯที่ไม่เหมาะสมทางโรงเรียนควรจะต้องประสานกับเครือข่ายสัญญาณอินเตอร์เนตหรือไวไฟที่ใช้บริการให้ทำการบล็อกเว็บไซต์บางเว็บฯ หรือให้สามารถเข้าดูเว็บไซต์ได้บางเว็บเท่านั้น
          ที่ผ่านมาไอซีทีพยายามจะกวาดล้างเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมแต่ก็มีคนที่หวังจะทำธุรกิจเกี่ยวกับเพศ พยายามจะเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งถ้าจะป้องกันให้ได้ในระยะยาวและถาวร ต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งผมเข้าใจในความกังวลของสังคม แต่อยากให้มองว่าเครื่องแท็บเลตเป็นเพียงอุปกรณ์และเครื่องมือที่สร้างโอกาสและสร้างความเท่าเทียมให้กับเด็กในการเรียนรู้โลกกว้าง แม้ว่าเด็กที่อยู่ในชนบทก็จะได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ในขณะที่เมื่อก่อนเราเป็นสังคมปิด เพราะเราไม่มีเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ปัจจุบันโลกพัฒนาขึ้นเป็นสังคมเปิด ผมจึงอยากให้สังคมยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งผมมองว่าเครื่องแท็บเลตมีประโยชน์และมันก็มีโทษในตัวมันเอง นายวรพัฒน์ กล่าว
          ด้าน พญ.จันทร์เพ็ญ กล่าวว่า ตนไม่อยากพูดว่าการใช้แท็บเลตกับเด็ก ป.1 หรือเด็กปฐมวัยลดหรือเพิ่มปัญหาสังคม แต่อยากให้สังคมเข้าใจก่อนว่าพัฒนาการทางสมองของเด็กปฐมวัยควรจะมีการพัฒนาอย่างไรจึงจะเหมาะสม และตนมองว่าพ่อ-แม่
          ผู้ปกครองควรจะเข้าใจพื้นฐานของการพัฒนาสมองเนื่องจากเด็กปฐมวัยในช่วง 6 ปีแรก ควรได้รับการพัฒนาสมองในแบบที่เด็กควรได้รับจากประสาทสัมผัสทั้ง 6 และควรได้รับการพัฒนากล้ามเนื้อ การมองเห็น การได้สัมผัสการได้ยินเสียง การลิ้มรส และการสื่อสารภาษาแม่ เด็กต้องสื่อสารรู้เรื่องเข้าใจ ถ้าส่วนนี้เด็กยังไม่สามารถพัฒนาได้การจะพัฒนาภาษาที่ 2 ก็จะมีปัญหา ส่วนเทคโนโลยีควรจะเป็นขั้นสุดท้ายที่เด็กวัยนี้จะนำมาใช้ในการพัฒนาสมอง และต้องใช้ในวัยที่เหมาะสม เช่นในช่วงอายุ 12 ปีขึ้นไป ซึ่งตนเสนอว่าในช่วงที่เด็กปฐมวัยต้องการพัฒนาการทางสมองที่เหมาะสม จึงไม่ควรทำลายพัฒนาการสมองเด็กด้วยเทคโนโลยี
          ที่ผ่านมาจะเห็นว่าสังคมไทยเปลี่ยนไป พ่อ-แม่ ไม่มีเวลาดูแลลูกก็ปล่อยให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยง อยู่กับปู่ย่าตายาย และมักจะเปิดโทรทัศน์ให้ลูกดู เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ลูกเล่น ซึ่งส่วนนี้เด็กสามารถรับรู้ได้เพียง 2 สัมผัส คือ เสียงและภาพ แต่เด็กวัยนี้ไม่สามารถแยกแยะว่าถูกหรือผิด จริงหรือไม่จริง ใช่หรือไม่ใช่ ทำให้เด็กที่เติบโตมาในลักษณะแบบนี้ จะเสียสามัญสำนึกไป จะไม่มีเหตุผล ไม่เข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ ทำให้เด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่ไม่มีสามัญสำนึก และยังพบว่าเด็กที่อายุ 2 ขวบปีขึ้นไป เมื่อไม่ได้อยู่กับพ่อ-แม่ เด็กกลุ่มนี้จะแปลกแยกกับสังคม ซึ่งน่าเป็นห่วงคือ ปัจจุบันพ่อ-แม่ส่วนใหญ่ก็มักฝากความหวังไว้กับโรงเรียนให้ดูแลลูกของตัวเอง แต่ข้อเท็จจริงการจะสร้างคนให้มีคุณภาพ ต้องเริ่มจากการดูแลเอาใจใส่ของสถาบันครอบครัวเป็นฐานสำคัญที่จะสร้างเสาเข็มที่เข้มแข็งให้กับลูกของตัวเอง ก่อนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ พญ.จันทร์เพ็ญ กล่าว
          ขณะที่นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า จากที่ตนได้ติดตามการป้องกันภัยที่เกิดกับเด็กจะพบว่า ที่ผ่านมาสังคมมักจะเป็นห่วงเรื่องของกายภาพ เช่น เด็กใช้คอมพิวเตอร์เล่นเกมส์มากจะทำให้เสียสายตา หรือเป็นโรคนิ้วล็อก มากกว่าการพูดถึงเรื่องของพฤติกรรมที่เด็กกลุ่มนี้แสดงออก โดยขณะนี้จะพบว่าจำนวนเด็กประถมที่ติดเกมส์ออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจพบว่าเด็กอายุ 6 ปี กว่า 60% ใช้คอมพิวเตอร์ และในจำนวน 10% เป็นเด็กที่เล่นเกมส์ออนไลน์ทุกวัน วันละมากกว่า 6 ชั่วโมง ซึ่งตนมองว่าสถานการณ์เด็กติดเกมส์ออนไลน์ยังน่าเป็นห่วงมาก เพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่มักคิดว่าร้านเกมส์เหล่านี้เป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพราะเด็กไม่ต้องไปวิ่งเล่นไกลหูไกลตา แต่ไม่มองว่าจะส่งผลอย่างไรต่อพฤติกรรมของเด็ก ขณะเดียวกันธุรกิจเกมส์ออนไลน์ก็เติมโตอย่างต่อเนื่อง ตนจึงเป็นห่วงว่าต่อไปถ้าเด็กป.1 นำเครื่องแท็บเลตไปใช้อาจจะเป็นตัวชักนำไปสู่การติดเกมส์ออนไลน์ได้ง่ายขึ้น
          อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลได้แจกแท็บเลตให้กับเด็กป.1ไปแล้ว ตนเสนอว่า รัฐบาลควรจัดทำระบบการลงทะเบียนเข้าใช้อินเตอร์เนตทั้งผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องแท็บเลตโดยใช้เลข 13 หลักจากบัตรประจำตัวประชาชนของเด็กเข้ารหัสใช้งานอินเตอร์เนต หรือจะเข้าเล่นเกมส์ ให้สามารถใช้ได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง และบล็อกเว็บไซต์บางเว็บไซต์สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เพื่อเป็นการป้องกันไว้ตั้งแต่ต้นทาง
          ส่วนผู้แทนผู้ปกครองเด็ก ป. 1 โรงเรียนบ้านหนองบอนฯกล่าวว่า ลูกสาวได้รับแจกเครื่องแท็บเลตจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ซึ่งขณะนี้ลูกสาวตนยังไม่ได้ใช้แท็บเลตในการเรียนการสอนในห้องเรียนแต่อย่างใด เนื่องจากทางโรงเรียนยังไม่พร้อมในส่วนของโครงสร้างพื้นที่ ทั้งปลั๊กไฟเสียบชาร์จแบตฯและระบบอินเตอร์เนต ทำให้วันที่ได้รับเครื่องแท็บเลตมาวันแรก ผู้ปกครองและเด็กสามารถทดลองใช้ได้เพียง 1 ชั่วโมง เพราะยังไม่ได้มีการชาร์จไฟในครั้งแรก 8 ชั่วโมง ก่อนที่จะนำมาใช้งาน ซึ่งตนมองว่า เมื่อรัฐบาลจะให้เด็กใช้แท็บเลตแต่โรงเรียนก็ยังไม่มีความพร้อม ขณะที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็กังวลว่าทางโรงเรียนจะดูแลความปลอดภัยให้กับเด็กอย่างไรในการใช้งานเครื่องแท็บเลต ทั้งเรื่องการชาร์จไฟ และยังมีความเป็นห่วงว่าครูผู้สอนมีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหนในการใช้เครื่องแท็บเลตมาสอนหนังสือ
          เรารู้อยู่แล้วว่าลูกอยากได้เครื่องแท็บเลตตามประสาเด็ก แต่ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้มา เราจะสอนลูกเสมอในเรื่องของการใช้เงิน
          เพราะลูกร้องอยากได้แท็บเลตตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลจะแจก ตนก็สอนว่า ถ้าได้แท็บเลตแล้ว แม่จะปล่อยให้ลูกอยู่กับแท็บเลต เล่นแต่แท็บเลต แล้วให้พ่อ-แม่ ไปทำงานนอกบ้าน เราไม่ต้องอยู่ด้วยกันลูกต้องการอย่างนี้หรือไม่ เขาก็นิ่งและบอกว่าไม่อยากได้แล้ว เพราะเขาอยากอยู่กับเรามากกว่า หลังจากนั้นเวลาไปเที่ยวห้างด้วยกัน เขาก็บอกว่าเขาอยากได้เครื่องเล่น แต่สุดท้ายเขาก็คิดได้ว่า มันแพงเกินไปและไม่มีประโยชน์ เขาก็บอกว่าไม่เอาแล้ว ซึ่งจะสังเกตว่า ถ้าผู้ใหญ่คอยสอนและคอยชี้แนะลูกว่าสิ่งไหนควรไม่ควร เขาก็จะเข้าใจและมีเหตุผลมากขึ้น แต่ปัจจุบันที่ตนเห็น ผู้ปกครองที่มีฐานะส่วนใหญ่จะซื้อแท็บเลตให้ลูกเล่นตั้งแต่เล็กๆ ถ้าเราตามใจลูกอย่างนี้ ต่อไปเด็กอยากได้อะไรก็ต้องได้ ไม่มีเหตุผลและไม่รู้จัดแยกแยะว่าสิ่งไหนมีประโยชน์ไม่มีประโยชน์ นางอรุณี กล่าว
          อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าเมื่อรัฐบาลได้แจกเครื่องแท็บเลตแล้ว ผู้ปกครองเองต้องไม่คาดหวังว่าโรงเรียนจะเป็นผู้ดูแลบุตรหลานของตัวเองอยากเดียว เพราะหากเด็กถูกละเลย ไม่สนใจ อนาคตอาจจะเป็นปัญหาต่อภาวะทางอารมณ์ของเด็กเองและส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย

          ที่มา: http://www.naewna.com



โพสเมื่อ : 07 ก.ย. 55   อ่าน 2161 ครั้ง      คำค้นหา :