|
มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติตอนที่ 2 องค์ประกอบสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า ประเทศใดๆ ก็ตาม จะพัฒนาไม่ได้หากขาดการวิจัย แต่เมื่อมองดูสัดส่วนนักวิจัยไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรแล้วถือว่าต่ำมาก นั้นคือ 0.57 คน ต่อประชากรหนึ่งพันคน ในขณะที่ญี่ปุ่นมีนักวิจัยจำนวน 7.02 คน ต่อประชากรหนึ่งพันคน ประเทศเกาหลี มีนักวิจัย 6.58 คน ต่อประชากรหนึ่งพันคน หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านเช่น สิงโปร์ มาเลเซีย ล้วนมีสัดส่วนนักวิจัยต่อประชากรสูงกว่าไทยทั้งสิ้น อีกทั้งสัดส่วนงบประมาณการวิจัยพัฒนาต่อ GDP ก็ยังสูงกว่าของไทยมากด้วย สัดส่วนดังกล่าวนี้สามารถยืนยันได้ว่าการวิจัยและพัฒนา มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างมาก สำหรับปัญหาอีกประการหนึ่งของการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย คือ ขนาดและความอนุรักษ์นิยมของมหาวิทยาลัย สำหรับจุฬาฯ เมื่อปี 2552 ได้รับการจัดอันดับจาก Times Higher Education ให้เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด 200 อันดับแรกของโลก อยู่อันดับที่ 138 ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดของมหาวิทยาลัยในประเทศและพบว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งๆ ที่อยู่ในอันดับต่ำกว่า 138 จะมีคุณสมบัติแตกต่างจากจุฬาฯ โดยเฉพาะในเรื่องของขนาดและอายุมหาวิทยาลัย ตัวอย่างเช่น ในเกาหลีใต้มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ส่วนใหญ่จะเป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็กและก่อตั้งไม่เกิน 40 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน มีวัตถุประสงค์การก่อตั้งเพื่อเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นเลิศเฉพาะด้านและตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ทั้งหมดนี้ นับเป็นองศ์ประกอบสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยเหล่านั้นประสบผลสำเร็จได้รับความเชื่อถือและมีชื่อเสียงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าขนาดของมหาวิทยาลับปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย โดยหากมหาวิทยาลัยมีขนาดเล็กและสัดส่วนจำนวนอาจารย์ต่อนักศึกษาต่ำ จะทำให้อาจารย์มีเวลาและสามารถทุ่มเทให้กับงานวิจัยได้เต็มที่ มากกว่ามหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ที่จะบรรลุเป้าหมายของการเป็นมหาวิทยาลัยได้นั้นจะต้องมีความเชื่อมั่นว่าการวิจัยเป็นแนวทางที่ถูกต้อง สามารถทำได้และจำเป็นต้องทำ หากเชื่อมั่นเช่นนี้แล้ว ปัญหาเรื่องงบประมาณหรือปัญหาอื่น ๆ อาจจะคลี่คลาย หรือมีทางออกที่ดีก็เป็นได้ นอกจากนี้ ยังมีวิธีแก้ปัญหาอีกทางหนึ่งคือ การวิจัยเพื่อการพาณิชย์หรือการวิจัย เข้าห้าง เชื่อมต่องานวิจัย ขึ้นหิ้ง ให้มากที่สุดเพื่อจะได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนให้มากขึ้น ทุกวันนี้ ประเทศไทยพ้นจากการเป็นประเทศ ค่าจ้างแรงงานถูก และควรต้องหันไปเน้นด้านงานวิจัยและพัฒนามากยิ่งขึ้น แต่การจะเป็นประเทศแห่งการวิจัยและพัฒนาได้นั้น จะต้องมีการวางแผนระยะยาว และผู้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก นักการเมือง ในภาครัฐ ที่จะจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ในระดับโลก รัฐบาลจึงต้องกำหนดโจทย์ของประเทศและจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด การจะเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยได้หรือไม่นั้นต้องใช้ความจริงใจในการจัดสรรงบประมาณ หรือผู้บริหารประเทศเป็นหลักสำคัญ เมื่อเปลี่ยนผู้บริหารแล้วเปลี่ยนแนวการบริหาร ย่อมทำให้เกิดปัญหาตามมา จึงทำให้โครงการ มหาวิทยาลัยวิจัย กลายเป็นเพียงแค่หนึ่งในโครงการที่ได้รับผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุด ทั้งนี้ งานวิจัย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยมีเอกชนเป็นอีกแรงหนึ่งที่ยื่นมือมาช่วยได้ อย่างเช่น บริษัทในตลาดหลกทรัพย์จะมีเกณฑ์ว่าจะต้องจัดสรรกำไรส่วนหนึ่งสนับสนุนเกี่ยวกับงานวิจัย แต่บริษัทในประเทศไทยมีขนาดไม่ใหญ่ ทำให้งบสนับสนุนมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับในประเทศญี่ปุ่น ที่บริษัทขนาดใหญ่บางแห่งใช้งบสนับสนุนงานวิจัยถึง 6 % ของรายได้สุทธิหรือ 3% ของยอดขาย นับเป็นจำนวนเงินมหาศาลและเป็นพื้นฐานที่สามารถสร้างความแข็งแกร่งในการวิจัยและพัฒนาประเทศได้อย่างดี ดังนั้น เป้าหมายการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย จึงต้องได้รับงบประมาณสนับสนุนที่มากพอ เพราะงบประมาณของแต่ละสถาบันเองก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้นักวิจัยสามารถทำงานได้อย่างเต็มความสามารถ ชุติมา สุขวาสนะ เรียบเรียง ศิริวรรณ ดำปรีดา บรรณาธิการ ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ |
| โพสเมื่อ : 30 ส.ค. 53 อ่าน 21034 ครั้ง คำค้นหา : |