สสค.ตีโจทย์ "ทำไมคนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต"
สสค.ตีโจทย์ ทำไมคนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
โดย สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เพราะการเรียนรู้ไม่สิ้นสุดเฉพาะ วัยเรียน แต่ ทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ของบทบาทการ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน คนที่ 2 สะท้อนว่า โจทย์สำคัญของการสร้างการเรียนรู้ในสังคม สสค.ได้ดำเนินงานใน 2 ส่วน คือ 1. การทำงานต่อเนื่องในการส่งเสริม นวัตกรรมการเรียนรู้ในสถานศึกษา ทั้งในระดับประถม มัธยม และอาชีวศึกษา กว่า 1,000 แห่ง และการสนับสนุนเทศบาลเข้ามาช่วยเหลือดูแลเด็กด้อยโอกาสในสังคม อีก 36 แห่ง และ 2 การทำงานเชิงรุกใน 3 ด้านคือ การยกย่องเชิดชูครูสอนดี จากการคัดเลือกของคนในท้องถิ่นและจังหวัด ทั่วประเทศจนได้ครูสอนดี จำนวน 18,878 คน และครูที่สอนเด็กด้อยโอกาสเพื่อทำงานต่อเนื่องกับสสค. จำนวน 551 คน การจัดทำระบบช่วยเหลือดูเด็กด้อยโอกาส ผ่านระบบประกบตัวใน 15 จังหวัดนำร่อง และการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ชุมชนเพื่อสัมมาชีพ จำนวน 28 จังหวัด 100 พื้นที่ สิ่งสำคัญที่เราทำมาตลอดคือ เน้นการสร้างเครือข่ายให้ขับเคลื่อนการเรียนรู้ของสังคม อย่างครูสอนดี สิ่งที่ออกมาชัดเจนคือ การสร้างเครือข่ายระดับฐานราก โดยมีคณะกรรมการคัดเลือกครูสอนดีทั้ง 77 จังหวัด และในระดับท้องถิ่นผ่านอบต.และเทศบาล 8,000 แห่ง ซึ่งมาจากภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชน วิชาการ และประชาสังคม หรือที่เรียกว่า เบญจภาคี เครือข่ายที่ร่วมกัน ให้ความเห็นว่าครูสอนดีเป็นอย่างไร แล้วเราก็หวังว่าเครือข่ายนี้จะช่วยเรื่องการขับเคลื่อนของเด็กในอนาคต คือไม่ได้หยุดแค่ครูสอนดี แต่มาร่วมกันปฏิรูปการเรียนรู้ เช่นการส่งเสริมครูสอนดีในชุมชนของเขาทำอย่างไรถึงจะสอนดีต่อไป ไม่ใช่แค่ให้รางวัลแล้วจบลง ซึ่งการขับเคลื่อนการเรียนรู้จะต้องถามคนทำให้มากๆ ผมอยากเห็นกลุ่มเบญจภาคที่มาช่วยเรื่องครูสอนดี มาส่งเสริมให้ครูได้สอนดีต่อไป ส่วนเด็กด้อยโอกาส ขณะนี้ได้มีโครงการนำร่องที่เรียกว่า ระบบประกบตัว ในการช่วยเหลือดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงก่อนที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงมาตรการช่วยเหลือดูแลเมื่อหลุดออก จากระบบการศึกษาแล้ว โดยเชื่อมประสาน ให้เกิดระบบการช่วยเหลือดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นอีกโมเดลหนึ่งในการสะท้อนการทำงานของสสค.ที่ดึงทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามา ทั้งกลไกของภาครัฐที่กระจายอยู่ในหลายกระทรวงก็จะเกิดความเชื่อมกัน ในการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ชุมชนเพื่อสร้างอาชีพ ผมมองว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การไปฝึกอาชีพอะไรก็ได้แบบคนจัดเอาไปฝึก แต่เราให้ชุมชนมาระดมกันเพื่อให้เห็นว่า โอกาสของเขาอยู่ที่ไหนที่จะมีรายได้ แล้วเราไปช่วยฝึกอาชีพ นั่นคือ การเอาโอกาสและความต้องการของพื้นที่เป็นตัวตั้งมากกว่าการนำหลักสูตรไปฝึกอบรมทั่วไป สำหรับทิศทางการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ดร.กฤษณพงศ์ มองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการเรียนรู้ในระบบ ซึ่งต้องผ่านสถานศึกษาเป็นหลัก อีกส่วนคือ การเรียนรู้นอกสถานศึกษา ซึ่งต้องให้ความสำคัญอย่างมาก ทุกวันนี้เด็กเรียนหนังสือในโรงเรียนอาทิตย์ละ 40 ชั่วโมง ใน 1 ปี เขาจะอยู่ในโรงเรียน 13% ของเวลา แล้วอีก 87% ของเวลาในชีวิตของเขาจะสร้างกระบวนการเรีนนรู้อย่างไร แล้วใครอยู่รอบๆเด็กที่จะให้การเรียนรู้ ฉะนั้นเครือข่ายที่เราพยายามสร้างไว้คงต้องหันมาดู เพราะนั่นคือการเรียนรู้นอกสถานศึกษา นอกจากการเรียนรู้นอกสถานศึกษาแล้ว เด็กในช่วงวัยเรียนควรมีการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรม ซึ่งยังมีไม่มาก อย่างเด็กใน 3 จังหวัดภาคใต้ที่พยายามให้เขาได้ออกมานอกพื้นที่ ก็ควรจะทำกับภาคต่างๆของประเทศให้เกิดการแลกเปลี่ยนของเด็กข้ามพื้นที่ เพื่อเรียนรู้และเข้าใจความแตกต่าง และวัฒนธรรมที่หลากหลาย เมื่อ 6-7 ปีก่อนผมไปที่อินเดีย ระบบโรงเรียนของราชีฟ คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย ที่ตั้งชื่อวิทยาลัยว่า 'ชวาลานวอุทัยวิทยาลัย' ซึ่งมีทุกจังหวัด เพราะอินเดียมีประชากรมากกว่าไทยเกือบ 10 เท่า โรงเรียนนี้ เอาเด็กเก่งในจังหวัดของเขา กับเด็กที่เรียกว่าด้อยโอกาสคือเด็กที่อยู่ในวรรณะต่ำ ซึ่งจะไม่ได้รับการศึกษา เขาเอาเด็กเก่ง กับเด็กในวรรณะต่ำเรียนด้วยกัน และสิ่งที่ผมชอบคือ ใน 1 เทอมของหลักสูตร ม.ปลาย เขาจะส่งเด็กจากวิทยาลัยหนึ่งในระบบไปอยู่อีกวิทยาลัยหนึ่ง ผมจึงมองว่าเราน่าจะมีโปรแกรมที่ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนของเด็กที่จะมีการเคลื่อนย้ายเด็กข้ามพื้นที่ ซึ่งเป็น สิ่งที่น่าจะทำกันมากที่สุด เราจะได้เข้าใจคนไทยด้วยกันเองมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่การอ่านหนังสือ หรือเข้าค่าย แต่จะต้องไปใช้ชีวิตไปปรับตัว รวมถึง การแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้าน ซึ่งทำกันได้ในกลุ่มอุดมศึกษาในกลุ่มลุ่มน้ำโขง แต่ควรจะขยายในกลุ่มมัธยมศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจในความแตกต่าง เพราะในยุโรป เมื่อกำลังเข้าสู่ความเป็นประชาคมยุโรปหรืออียู ก็จะมีโครงการแลกเปลี่ยนเด็กในชั้นมหาวิทยาลัยและอาชีวะ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะทำให้คนได้เข้าใจกันมากขึ้น และคนกลุ่มใหญ่ที่สังคมมองข้ามไป คือ กลุ่มวัยทำงาน เกือบ 40 ล้านคน ที่จะต้องให้การเรียนรู้ในความหมาย ที่กว้าง เช่น การพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ชุมชนเพื่อสร้างอาชีพ และในความร่วมมือระหว่างกระทรวงไอซีที สกว. และสวทช. ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐาน ด้านไอซีทีชุมชน จะทำอย่างไร ให้คนในชุมชนได้เข้าถึงโครงสร้าง พื้นฐานเหล่านี้ นอกจากนี้ การพัฒนาพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้จากฐานชุมชน เชิงมนุษยวิทยา และธรรมชาติวิทยาที่ชุมชนจัดขึ้นจะเป็นแหล่งการเรียนนอกห้องเรียนทั้งกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงาน และขณะนี้เรามีสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)แล้ว ซึ่งจะต้องมีการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ ผังรายการต่างๆ ก็ต้องมาทำกันใหม่เพื่อการเรียนรู้ของคนทุกระดับ ผมคิดว่าบรรยากาศของการเรียนรู้จะเปลี่ยนไป ในที่สุดเราจะเห็นสิ่งที่มีค่าในสังคม นั่นคือคนของเรา สิ่งที่ต้องเข้าใจคือการพัฒนาคนไม่ใช่แค่การเรียนหนังสือ10กว่าปีเท่านั้น แต่ต้องช่วยกันให้ คนเกิดการเรียนรู้ เข้าใจโลกที่เปลี่ยนไป พัฒนาทักษะและความรู้ โดยเฉพาะวัยแรงงาน ที่ตลอด 30 ปีของการทำงานเรายังไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพและยังขาดการดูแล ทำให้เราแข่งกับเขาไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจ และสสค.คงต้องส่งสัญญาณในสังคมว่า การเรียนรู้จะต้องเกิดขึ้นตลอดชีวิตของคน...
ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด |
|
โพสเมื่อ :
04 ม.ค. 55
อ่าน 12862 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |