อาชีวะไม่หวั่นสพฐ.ลดสเปกม.4 คิดปรับระบบเทียบโอนรับเด็กเปลี่ยนใจ




      

อาชีวะไม่หวั่นสพฐ.ลดสเปกม.4 คิดปรับระบบเทียบโอนรับเด็กเปลี่ยนใจ

 

          ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ยกร่างนโยบายและแนวปฏิบัติการรับนักเรียนของสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2556 โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนชั้น ม.3 เรียนต่อ ม.4 โรงเรียนเดิมมากขึ้น ด้วยการกำหนดคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร หรือจีพีเอเอ็กซ์ แค่ 2.00 ขึ้นไป ส่วนกลุ่มที่มีคะแนนต่ำกว่า 2.00 แต่สูงกว่า 1.50 ขึ้นไป ก็ได้รับโอกาสเข้าทดสอบประมวลความรู้ระดับ ม.ต้นของโรงเรียน ขณะที่เด็กกิจกรรมที่มีคะแนนสูงกว่า 1.50 ก็เลื่อนชั้นอัตโนมัติ ว่า แนวทางของ สพฐ.เป็นการตอบสนองความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครอง แต่คงกระทบต่อการรับนักเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ของวิทยาลัย ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) แน่นอน อย่างไรก็ตามการเลือกเรียนต่อสายอาชีพหรือสายสามัญฯ ต้องดูความถนัด ความสนใจของเด็กเป็นที่ตั้ง ซึ่งหน้าที่ของ สอศ. กับ สพฐ. คือการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อประกอบการตัดสินใจของเด็กและผู้ปกครอง
          เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อกังวลว่า สอศ.จะผลิตกำลังคนป้อนตลาดแรงงานไม่ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลนั้น สอศ.มีเป้าหมายผลิตบุคลากรให้ตรงตามความต้องการของตลาดอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่คนเรียนมีอยู่น้อย จึงต้องหาวิธีการดึงเด็กเข้ามาเรียนให้มากที่สุด โดยขณะนี้ สอศ. มีโครงการ  อาชีวะแกนมัธยม ส่งครูอาชีวะไปสอน ม.ต้น ในโรงเรียน สพฐ. จึงมีโรงเรียน สพฐ. หลายแห่งส่งเด็กมาเรียนในของ สอศ. เช่น โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษากว่า 10 แห่ง ส่งเด็กมาเรียนที่วิทยาลัยการอาชีพนครสวรรค์ และเมื่อเด็ก ม.1-ม.3 ได้เรียนวิชาอาชีพซึ่งอยู่ในหลักสูตร สพฐ. ก็จะเกิดความสนใจในอาชีพต่าง ๆ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ให้เด็กมาเรียนสายอาชีพ แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่ง สอศ.ก็ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือ อาชีวะจะได้เด็กที่มีความถนัดและสนใจมาเรียนสายอาชีพจริง ๆ
          การเลือกเรียนต่อสายอาชีพ หรือสายสามัญฯ นั้น ผมเห็นว่าควรมีระบบเทียบโอนความรู้ให้เด็กสามารถย้ายไปเรียนในสายที่ตนถนัดได้ ไม่ใช่เรียน ม.4 แล้วอยากเปลี่ยนมาเรียนสายอาชีพต้องเสียเวลา 1 ปี มาเรียน ปวช.1 ใหม่ ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยแก้ปัญหาและทำให้เด็กไม่เสียเวลาไปฟรี ๆ ได้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันเรามีระบบเทียบโอนอยู่แล้ว แต่เป็นเพียงหลักสูตรระยะสั้น และไม่ค่อยเข้มข้น ยังติดขัดในเงื่อนไขเวลาในการจัดการศึกษาของทั้ง สอศ. และ สพฐ. ดังนั้นจะต้องมาปรับปรุงระบบใหม่ให้เข้มข้นและตอบสนองความต้องการของผู้เรียนเพื่อให้เลื่อนไหลกันได้ ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวและว่า ที่ผ่านมา สอศ.ได้เปิดให้มีการเทียบโอนความรู้ แต่ส่วนใหญ่เลือกเรียนหลักสูตรระยะสั้น 70 ชั่วโมง จากที่ตั้งเป้าหมายว่าในปีงบประมาณ  2554-2555 จะมีผู้เรียน 560,000 คน ปรากฏว่ามีผู้สมัครเรียน 1,100,000 คน โดยสาขาที่มีผู้เลือกเรียนมากที่สุด คือ เสริมสวย สปา เบเกอรี่ และนวดแผนไทย เพราะจบแล้วนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้ทันที.

          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 11 ก.ย. 2555 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 10 ก.ย. 55   อ่าน 1884 ครั้ง      คำค้นหา :