|
|
หญิงสูงอายุวัย 58 ปี ผมขาวประปรายสี ร่างเล็ก ผิวขาว แต่เต็มไปด้วยพลังเสียงที่ทรงอำนาจ เมื่อครั้งผู้เขียนได้มีโอกาสได้สัมผัสเสียงของ พรรณี อินทรพิทักษ์ คุยโต้ตอบกับนักเรียนชั้นม.2 โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา บริเวณล็อก 6 ชุมชนคลองเตย กรุงเทพฯ ขณะสอนวิชาภาษาไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา หลังจาก บริษัท โบอิ้ง บริษัทผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ ร่วมกับ สถาบันคีนันแห่งเอเซีย เดินทางไปเยี่ยมชมการเรียนการสอนของครูพรรณี หลังจากประสบความสำเร็จในการเข้าโครงการ "โบอิ้ง หนึ่งห้องเรียน หนึ่งคอมพิวเตอร์" หรือ "OCC" เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ครูพรรณี เล่าว่า ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าเธอต้องเป็นครูที่อยู่กับเทคโนโลยี ด้วยความว่าเป็นคนรุ่นเก่า อายุก็ 58 ปีแล้ว คงหยิบจับหรือทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่กระทั่งจะเข้าห้องคอมพิวพ์เตอร์ เพราะกลัวว่าจะทำพัง แต่พอวันหนึ่งได้เข้าร่วมโครงการโบอิ้ง หนึ่งห้องเรียน หนึ่งคอมพิวเตอร์ ก็รู้ว่าเทคโนโลยีไม่ได้ยากและน่ากลัวอย่างที่คิด ค่อยๆ ศึกษาไปทีละอย่าง โดยจะมีผู้ช่วยให้คำปรึกษาอยู่ตลอดเวลาผ่านทางอีเมล คือ โชดก ปัญญาวรานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการศึกษา สถาบันคีนันแห่งเอเซีย "เมื่อก่อนสอนในห้องเรียนใช้สื่อการสอนเป็นหนังสือ หรืออย่างมากก็นำบทความมาจากหนังสือเล่มอื่นมาประกอบการสอน ก็เข้าใจว่าเวลาเรียนเด็กต้องไม่สนุก ไม่สนใจ ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะขึ้นชื่อว่าวิชาภาษาไทย ทุกคนต้อง "ยี้" น่าเบื่อ แต่ตอนนี้ครูรู้สึกดีจากเดิมมาก...เพราะสื่อที่ได้รับมา ไม่ว่าจะเป็นคอมพิมเตอร์ตั้งโต๊ะ เครื่องฉาย LCD และเครื่องพิมพ์เอกสารอย่างละ 1 ชุด ช่วยได้มากจริงๆ เด็กๆ สนุกกับการเรียน พอถึงชั่วโมงเรียนจะมานั่งรอที่หน้าห้องทั้งๆ ที่ครูยังมาไม่ถึง" ครูพรรณี อธิบายด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ทว่ากว่าจะสอนให้นักเรียนเรียนได้อย่างสนุกควบคู่กับความรู้ ใช่ว่าจะทำได้เลยทันที ครูต้องเข้าอบรมจากสถาบันคีนันเป็นเวลา 3 วัน และหลังจากนั้นต้องเรียนรู้ด้วยตนเองไปเรื่อยๆ ประมาณ 2 เดือน จึงเริ่มเก่งขึ้นตามลำดับ ครูพรรณี ยกตัวอย่างการสอนว่า หากจะสอนการเขียน เช่น ครูก็จะทำการบ้านของครู โดยการหาเพลงจากยูทูบ หลังจากนั้นให้นักเรียนฟัง และมอบโจทย์ให้เขียนเนื้อเพลงลงในกระดาษคำตอบ หลังจากนั้นจะพิมพ์เนื้อเพลงที่ถูกต้องลงในโปรแกรมเพาเวอร์พอยต์ให้นักเรียนเห็นคำตอบที่ถูกต้องว่าเขียนอย่างไร หรือการสืบหาแหล่งข้อมูลนำคลิปความรู้ต่างๆ มาเปิดให้นักเรียนดู หรือการสอนให้เด็กมีระบบคิดด้วยตัวเอง โดยใช้โปรแกรมเพาเวอร์พอยต์ หารูปที่แสดงถึงความรู้สึกต่างๆ เช่น ภาพลิงกำลังทำหน้าตาเศร้า และพิมพ์ใต้ภาพว่า เวลาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับตัวเองจะบอกกับตัวเองว่าอย่างไร? โดยให้เขียนเป็นคำตอบลงในกระดาษของใครของมัน หลังจากนั้นมาร่วมกันเฉลยว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร โดยบทเรียนนี้ครูพรรณีได้นำคำสอนของพระมหาวุฒิชัย หรือ ท่าน ว.วชิรเมธี นักเรียนช่วยกันตอบ บ้างก็ว่า "สู้ๆ" บ้างก็ว่า "อย่ายอมแพ้" "ครูมีความสุขกับการเป็นครูแบบนี้มาก เด็กมีความสุข เราก็ค่อยมีความสุขไปด้วย แต่หากจะถามว่า เด็กที่เราสอนผลการเรียนดีขึ้นไหม ก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ดีอะไรมากมาย เพราะเป้าหมายของครูขอให้เด็กตั้งใจเรียน สนใจในสิ่งที่ครูมอบให้ และไม่คิดจะไปเทียบความเก่งกับนักเรียนโรงเรียนอื่น แต่ขอให้เราเก่งในโรงเรียนของก็พอ" ครูพรรณี กล่าว ด.ญ.สุฑาทิพย์ ไม้พรต ด.ญ.รังสิมา แสนสุข และด.ญ.มยุรฉัตร เปรมเจริญ นักเรียนชั้น ม.2 ที่เรียนกับครูพรรณี เล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อก่อนพวกเธอจะไม่ค่อยตั้งใจเรียน คุยกันขณะที่ครูสอน บางครั้งนั่งหลับในห้องเรียนด้วยซ้ำ เพราะวิชาภาษาไทยเป็นวิชาที่ไม่น่าสนใจ ไม่มีสื่อการสอนที่ดึงดูดความสนใจเลย แต่วันนี้พวกเธอพูดได้เลยว่า เรียนวิชาภาษาไทยสนุกมาก โดยเฉพาะเวลามีสื่อเทคโนโลยีเข้ามาสอน ทำให้ไม่น่าเบื่อ ตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเร็วมาก และที่สำคัญไม่ง่วงนอน โชดก กล่าวว่า โครงการนี้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2553 เริ่มต้นจากอบรมครูโรงเรียนในสังกรุงเทพมหานคร เริ่มขยายไปต่างจังหวัด ได้แก่ นครนายก นนทบุรี และสมุทรปราการ ขณะนี้มีโรงเรียนเข้าร่วม 100 แห่ง โรงเรียนละ 4 คน รวมแล้วมีครูโบอิ้ง 400 คนทั่วประเทศ โดยหลักสูตรที่อบรมจะเป็นหลักสูตรที่สถาบันคีนันจัดทำขึ้นเอง และนอกจากนี้ยังได้บทเรียนจาก Teacher College Columbia University ผสมผสานอีกด้วย เช่น ทักษะการใช้ไมโครซอฟท์ วินโดว์ส ได้แก่ เปิด บันทึก ถ่ายโอนข้อมูล ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ ได้แก่ เอ็มเอส เวิร์ด, เอ็มเอส เอ็กซ์เซล และ เอ็มเอส เพอเวอร์พอยต์ อินเทอร์เน็ต ได้แก่ สืบค้นข้อมูล รับ-ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น "โบอิ้ง หนึ่งห้องเรียน หนึ่งคอมพิวเตอร์ หลักสูตรการอบรมครูร่วมกับนักวิชาการด้านไอซีทีพัฒนาความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการคิดต่อยอดของนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษารอบสอง การอบรมจะเน้นกิจกรรมเหมือนจริงในห้องเรียนเพื่อการพัฒนาการคิดของครู ผ่านกระบวนการกลุ่ม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเป็นการถอดบริบทไปประยุกต์ใช้กับสาระการเรียนรู้ที่จะนำไปจัดการสอนให้นักเรียนในห้องเรียนจริงได้อย่างสอดคล้อง กลมกลืน และพอเพียง" โชดก กล่าวทิ้งท้าย |
| โพสเมื่อ : 24 ก.ย. 55 อ่าน 2042 ครั้ง คำค้นหา : |