เฉ่งหลักสูตร'ป.โท'กำนัน-ผญบ.เรียนจบไม่รู้'กู๊ดมอร์นิ่ง-กู๊ดไนต์'



          รมช.ศึกษาฯชง ครม.ของบฯ 4.2 พันล้านบาท ให้ทุน ม.4-ป.เอกตามแผนปั้นนักวิทย์-นักคณิตศาสตร์ 900 คน ใน 5 ปี ส่งเรียนต่อดอกเตอร์  ชำแหละคุณภาพมหาวิทยาลัย
          นายไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะเสนอปรับแผนพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีโดยของบประมาณประจำปี 2555-2559 จำนวน 4,242 ล้านบาท เพื่อผลิตนักวิทยาศาสตร์ และนักคณิตศาสตร์ ปีละ 180 คน รวม 5 ปี จำนวน 900 คน จำแนกให้ทุนแต่ละปี 180 ทุน แบ่งเป็น 2 ประเภท
          1.ทุน 100 คนแรก จัดสรรให้แก่นักเรียนที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ มาเรียนต่อ ม.4 จนถึงระดับปริญญาเอก จากนั้นเมื่อจบ ม.6 จะคัดเลือกนักเรียนที่ทำคะแนนสูงสุด10 อันดับแรก ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก ส่วนที่เหลืออีก 90 คน จะเรียนปริญญาตรีในไทย 2.รับเพิ่มจากนิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทั่วไป 80 คน
          นายไชยยศกล่าวว่า สำหรับนิสิตนักศึกษาที่เรียนอยู่ในไทย 170 คน เมื่อจบปริญญาตรีแล้ว จะคัดผู้ได้คะแนนสูงสุด 15 อันดับแรกไปเรียนต่อต่างประเทศในระดับปริญญาโทถึงปริญญาเอก ที่เหลืออีก 155 คน ให้เรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยไทย และจาก 155 คนดังกล่าว จะคัดผู้ที่ทำคะแนนสูงสุด 20 อันดับแรก ไปเรียนปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ส่วนที่เหลือ 135 คน เรียนปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยไทย เท่ากับได้ดอกเตอร์จบมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ 45 คน และดอกเตอร์ที่จบมหาวิทยาลัยในไทยอีก135 คน โดยทุกคนจะต้องเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย
          "โครงการนี้มีเงื่อนไขว่าในระดับปริญญาตรี ทุกคนต้องเรียนวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ แต่ระดับปริญญาโทถึงปริญญาเอก อาจจะเรียนวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในบางสาขาที่ประเทศไทยต้องการได้ โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มนักวิจัยให้กับไทยปัจจุบันมีอยู่แค่ 6 คนต่อประชากร 10,000 คน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องการให้เพิ่มสัดส่วนขึ้นมาเป็น 15 คนต่อประชากร 10,000 คน" นายไชยยศกล่าว
          วันเดียวกัน นายไชยยศกล่าวในเวทีประชุมทางวิชาการเรื่อง "บทบาทของสภามหาวิทยาลัยในการพัฒนาอุดมศึกษาของชาติ" จัดโดยสมาคมสภามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (สสมท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา ว่า ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยไทยประมาณ 150 แห่ง รวมกับวิทยาลัยชุมชน 19 แห่ง และวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยต่างๆ อีกกว่า 300 แห่ง อำนาจบริหารมหาวิทยาลัยที่มีกฎหมายรองรับส่วนใหญ่เป็นของสภามหาวิทยาลัย ส่วนอำนาจของรัฐมนตรีมีแค่ขอร้องประสานความร่วมมือ
          "ผมเชื่อว่าทุกวันนี้นอกจากสังคมจะคาดหวังให้มหาวิทยาลัยสร้างองค์ความรู้ สร้างบุคลากร ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ แก้ไขปัญหาและให้แสงสว่างแก่สังคมในยามที่ไม่มีทางออก แต่ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยตกเป็นจำเลยของสังคมในหลายเรื่อง เช่น ปัญหาคุณภาพในภาพรวมของบัณฑิตที่ผลิตออกมาแล้วไม่มีศักยภาพเพียงพอ การผลิตบัณฑิตไม่ตรงตามสาขาอาชีพ ในขณะที่บางสาขาผลิตบัณฑิตจนล้นประเทศ เช่น ด้านสังคมศาสตร์หรือบางแห่งเปิดสาขามาโดยที่ไม่มีตลาดรองรับ" นายไชยยศกล่าว
          นายไชยยศกล่าวว่า สภามหาวิทยาลัยน่าจะมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาการผลิตบัณฑิตได้ เนื่องจากครั้งหนึ่งเคยประชุมร่วมกับคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์เกี่ยวกับการผลิตครูพันธุ์ใหม่ ทุกคนเห็นด้วยแต่คณบดีบางมหาวิทยาลัยนำเสนอว่าสนับสนุนนโยบายแต่ประสบปัญหา การทำงานเนื่องจากอธิการบดีเรียกไปพบพร้อมต่อว่าถ้าไม่ผลิตบัณฑิตครูเยอะๆ แล้วมหาวิทยาลัยจะหารายได้จากที่ไหน ดังนั้น จึงขอฝากสภามหาวิทยาลัยช่วยดูแลเรื่องเหล่านี้
          นายไชยยศกล่าวว่า มหาวิทยาลัยต้องยอมรับความจริงว่าสังคมจับตามองในการผลิตบัณฑิตในลักษณะจ่าย ครบจบแน่ โดยต้องแก้ไขค่านิยมที่ทุกคนมุ่งให้ได้ปริญญาบัตรโดยไม่สนใจเรื่องการเรียน
          "หลายมหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโทโดยเทียบโอนประสบการณ์ของกำนัน ผู้ใหญ่และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้จบปริญญาโทภายใน 9 เดือน จะพบว่าคนเหล่านี้บางคนไม่สามารถบอกได้ว่าความแตกต่างระหว่างคำว่ากู๊ด มอร์นิ่ง (good morning) กับกู๊ด ไนต์ (good night) ดังนั้น การผลิตบัณฑิตในลักษณะนี้มหาวิทยาลัยต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำร้ายสังคม หรือไม่" นายไชยยศกล่าว
          นายไชยยศกล่าวว่า การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการคัดเลือกหรือ แอดมิสชั่นส์ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบแล้วประเทศชาติไม่รอดแน่นอน โดยเฉพาะการแก้ไขการคัดเลือกผู้เข้าเรียนต่อในด้านวิทยาศาสตร์เพราะเป็นวิชา ที่เรียนยากจะไม่มีคนเรียนและขณะนี้ปัญหาการรับตรงทำให้เด็กทิ้งห้องเรียน หวังว่าสภามหาวิทยาลัยจะช่วยแก้ไขปัญหานี้ ที่สำคัญขณะนี้หลายมหาวิทยาลัยมีปัญหาภายในสภามหาวิทยาลัยต้องมีจุดยืนที่ เข้มแข็งโดยจะต้องไม่ปกป้องคนผิดเสียเอง
          นายไชยยศกล่าวอีกว่า สิ่งที่สภามหาวิทยาลัยควรทำเร่งด่วนประการแรกคือการยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในการตรวจสอบ เนื่องจากในขณะนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดและดำเนินคดีผู้บริหารมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ส่วนใหญ่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยภาครัฐ มีการติติงว่าการดำเนินการของสภามหาวิทยาลัยเข้าข้างอธิการบดี
          "ในอดีตรัฐเข้ามาคุมมหาวิทยาลัยต่อมาให้มหาวิทยาลัยมีอิสระจนถึงปัจจุบัน แต่หากมหาวิทยาลัยใช้อิสระจนเกินเลยและสภามหาวิทยาลัยไม่ควบคุมคงถึงเวลาที่ สังคมเรียกร้องให้รัฐเข้าไปควบคุมมหาวิทยาลัยอีกครั้งเช่น ปัญหาการรับตรงหากมหาวิทยาลัยไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันจะปล่อยให้นักเรียนวิ่งรอกสอบต่อไปไม่ได้"รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการกล่าว และว่า ฝ่ายการเมืองไม่ต้องการเข้าไปใช้อำนาจควบคุมจึงอยากให้สภามหาวิทยาลัยที่มี อำนาจสูงสุดควบคุมและกำกับอธิการบดีให้ร่วมมือในการแก้ไขปัญหารับตรงด้วย ขณะเดียวกันคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)ต้องปรับปรุง ในขณะนี้มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนกกอ.จากผู้ทรงคุณวุฒิประชุมครั้งคราวมาเป็นคณะ กรรมการที่ทำงานเต็มเวลา
          ทางด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวว่า ปัญหาการศึกษาในอุดมศึกษาจะทำอย่างไรที่จะพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการกำลัง คนของประเทศเพราะตอนนี้การผลิตไม่สอดคล้องกับความต้องการ การที่มหาวิทยาลัยจะผลิตนักศึกษาออกมาจะไปดำเนินการกันเองแต่สังคมไม่ได้ เกี่ยวข้องเลย หรือแม้แต่การจัดสรรงบประมาณทางมหาวิทยาลัยจะดำเนินการกับสำนักงบประมาณ รัฐบาลควรมีกลไกให้สังคมมีส่วนเชื่อมในการผลิตบัณฑิตตามความต้องการได้ ต้องยอมรับว่าแก้ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยไม่ตก ตอนที่จะให้มี พ.ร.บ. จัดตั้งมหาวิทยาลัยต่างๆ เคยให้ไปดูว่าจะต้องไม่มีการฮั้วกันระหว่างอธิการบดีกับนายกสภามหาวิทยาลัย มีการรับปากกันแต่ยังแก้ไม่ตกและเป็นปัญหาเหมือนเดิม

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน


โพสเมื่อ : 08 ก.พ. 54   อ่าน 9886 ครั้ง      คำค้นหา :