ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบรับตรงต้องไม่มุ่งแก้ ’ที่ปลายเหตุ’
ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบรับตรงต้องไม่มุ่งแก้ 'ที่ปลายเหตุ'
เถกิง พันธุ์เถกิงอมร
ปัญหาที่นักเรียนพากันตระเวนสมัครสอบรับตรงตามคณะของมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่มีมานานแล้ว แต่ยังไม่ส่งผลกระทบลุกลามจนกลายเป็นประเด็นปัญหาเหมือนในปีนี้ ทั้งต่อโรงเรียนที่มีปัญหานักเรียนทิ้งห้องเรียนไปกวดวิชาและสอบรับตรง โดยเฉพาะปัญหาความเดือดร้อนของผู้ปกครองที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่ากวดวิชาและค่าวิ่งรอกสอบรับตรง ที่ขนาดระบุว่ามีนักเรียนบางคนสมัครสอบถึง 16 คณะ ใน 10 มหาวิทยาลัย เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยไม่เรียบง่าย สะดวกรวดเร็วเหมือนการเกณฑ์ทหาร (Recruits) แต่จำเป็นต้องมีระบบและกระบวนการคัดสรรที่ค่อนข้างพิถีพิถัน เพื่อให้คณะหรือสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยได้ตัวป้อนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าสู่กระบวนการผลิตให้เป็นผลิตผลที่มีคุณภาพต่อไป แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่า สาเหตุที่คณะหรือสาขาวิชาต่างๆ ในแต่ละมหาวิทยาลัยต้องเปิดรับสมัครสอบตรง ทั้งๆ ที่มีระบบการคัดเลือกกลาง (Admissions) ซึ่งเริ่มใช้ครั้งแรกในปีการศึกษา 2549 แทนระบบการสอบคัดเลือกกลาง (Entrances) ที่ใช้มานานหลายสิบปี เหตุผลหลักที่กล่าวอ้างกันก็คือระบบแอดมิสชั่นส์ไม่สามารถตอบสนองให้คณะหรือสาขาวิชาได้นักเรียนเข้าเรียนได้ตามต้องการ หรือพูดง่ายๆ ว่าได้ไม่ตรงสเปคนั่นเอง ส่งผลให้กระบวนการผลิตและผลิตผลคือบัณฑิตไม่มีคุณภาพ ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานและสังคมที่เป็นผู้ใช้บัณฑิต เมื่อเป็นข่าวครึกโครม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (นายไชยยศ จิรเมธากร)และเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(นายสุเมธ แย้มนุ่น)ร่วมกันกล่าวในรายการ คุยนอกทำเนียบทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 มกราคม ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาว่ากำลังรอคำตอบที่ชัดเจนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ว่าจะใช้วิธีปรับสัดส่วนคะแนนขององค์ประกอบที่ใช้คัดเลือกผู้เรียนในปัจจุบัน คือเกรดเฉลี่ยชั้นมัธยมปลาย หรือ GPA (Grade Point Average), คะแนนทดสอบความถนัดทั่วไป หรือ GAT (General Aptitude Test) และคะแนนทดสอบความถนัดทางวิชาการ หรือ PAT (Professional Aptitude Test) ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น หรือจะยินยอมให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) จัดตั้งศูนย์ประสานงานการรับตรง เพื่อแก้ปัญหาไม่ต้องให้นักเรียนต้องเดินสายตระเวนสอบหลายๆ แห่งเช่นที่ผ่านมา รัฐมนตรีย้ำว่า ถ้ายังแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ ทั้งโรงเรียนที่มีนักเรียนทิ้งห้องเรียน และผู้ปกครองที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป ก็จะต้องรื้อระบบการคัดเลือกนักเรียนเสียใหม่ให้มีประสิทธิภาพให้ได้ แต่การจัดตั้งศูนย์รับตรงจะสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือนักเรียนอาจได้เรียนในคณะหรือสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยที่ต้องการ ผู้ปกครองอาจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน แต่ทางคณะหรือสาขาวิชาจะพอใจผู้ที่เข้าไปเรียนหรือไม่ เพียงไร อาจไม่ได้ดั่งใจคือได้ไม่ตรงสเปคเหมือนเดิม และเกิดปัญหาเดิมๆ คือเรียนไม่จบ หรืออาจจบแต่ไร้คุณภาพ การตั้งศูนย์รับตรงของ สกอ. จึงน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่า ประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาก็คือ คุณลักษณะหรือสเปคของผู้เรียนที่คณะหรือสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยต่างๆล้วนต้องการคือผู้เรียนที่เก่งทางวิชาการ เพราะมหาวิทยาลัยต่างชูธงความเป็นเลิศทางวิชา การ เป็นสรณะหรือเป็นปรัชญาการบริหารจัดการอุดมศึกษา จึงเป็นเหตุให้ระบบและกระบวนการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยไม่เห็นความสำคัญของการคัดกรองด้านคุณลักษณะความเป็นมนุษย์เท่าที่ควรจะเป็น นั่นคือ มหาวิทยาลัยละเลยปรัชญาอุดมศึกษาไทยที่สมควรยึดถือในการผลิตบัณฑิตทุกระดับ ปรัชญาอุดมศึกษาไทยมุ่งผลิตบัณฑิตให้มีคุณลักษณะต่อไปนี้1.มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของสังคมและประเทศชาติ2.มีคุณธรรม จริยธรรม3.มีวัฒนธรรมและอารยธรรมที่เป็นสากล โดยไม่ละทิ้งวัฒนธรรมและอารยธรรมไทย 4.มีความใฝ่รู้ต่อเนื่อง เรียนรู้ตลอดชีวิต รู้จักการวิเคราะห์,สังเคราะห์และแก้ปัญหาได้ 5.เป็นตัวอย่างของผู้มีความรู้ในสังคมอารยะ เป็นสมาชิกที่สำคัญของสังคม 6.มีความมุ่งมั่นและมีส่วนร่วมในสังคมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จากปรัชญาทั้งหกข้อข้างต้น อาจบูรณาการหรือสังเคราะห์ให้เป็นความคิดรวบยอดได้ว่า บัณฑิตของมหาวิทยาลัยไทยจะต้องพึ่งพาตนเองได้ (Self Supporting) และทำคุณประโยชน์ต่อสังคม (Contribution) อย่างไรก็ตาม เมื่อไล่เรียงไปถึงสาเหตุที่คณะหรือสาขาวิชาต่างๆ เน้นการคัดเลือกเข้าเรียนต่อโดยมุ่งเน้นด้านวิชาการเป็นหลัก แทนที่จะให้ความสำคัญกับกระบวนการคัดเลือกที่ครอบคลุมถึงคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ของสังคมและประเทศชาติ ดังกล่าวในปรัชญาอุดมศึกษาไทยข้างต้น สาเหตุหลักคือเนื่องจากหลักสูตรการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยไทยยังคงเน้นเนื้อหาวิชาและทฤษฎีเป็นสำคัญ ขณะที่ตลาดแรงงาน สังคมและประเทศชาติต่างต้องการบัณฑิตที่พร้อมทั้งทักษะการปฏิบัติงานและทักษะการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ จึงเป็นภารกิจที่คณะหรือสาขาวิชาต่างๆ ของทุกมหาวิทยาลัยพึงให้ความสำคัญในการหล่อหลอมให้บัณฑิตมีค่านิยมเห็นแก่องค์กรเป็นส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว มีวิสัยทัศน์กว้างไกล รับผิดชอบต่อสังคม รู้จักเป้าหมายในชีวิต เป็นนักคิด นำความรู้ไปปฏิบัติงานได้ รู้จักแก้ปัญหา มีทักษะในการสื่อสาร และมีความเป็นผู้นำ มหาวิทยาลัยต้องไม่พยายามแข่งกันเป็นโรงงานผลิตบะหมี่สำเร็จรูป ที่มีคุณสมบัติหลักไม่แตกต่างกัน คือเป็นได้แค่อาหารจานด่วนที่ฉาบฉวย บริโภคได้สะดวกรวดเร็ว แต่ไร้คุณค่าทางโภชนาการ มิหนำซ้ำถ้าบริโภคมากๆ ก็เป็นโทษแม้ปัจจุบันบะหมี่สำเร็จรูปจะมีหลากหลายรสชาติเพื่อจูงใจผู้บริโภค แต่สังคมไทยไม่สมควรเกลื่อนไปด้วย บัณฑิตบะหมี่สำเร็จรูป มิใช่หรือถ้ามหาวิทยาลัยมีหลักคิดโดยยึดปรัชญาอุดมศึกษาในการกำหนดคุณลักษณะหรือสเปคของบัณฑิตที่พึงประสงค์จะมีส่วนทำให้กระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในคณะหรือสาขาวิชาต่างๆ ไม่มุ่งแข่งขันด้านวิชาการอย่างเข้มงวดเพียงด้านเดียวโดยอาจผ่อนปรนด้านวิชาการลงบ้าง แต่เพิ่มตัวชี้วัดและวิธีการวัดหรือการคัดกรองด้านความเป็นมนุษย์เข้าไปแทน โดยมีสมมติฐานหลักว่านักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกทั้งด้านวิชาการและด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จะสามารถรับการอบรมบ่มเพาะและฝึกฝนจากคณะหรือสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย ให้สำเร็จเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพได้ แนวทางข้างต้นอาจมิใช่วิธีการแก้ปัญหาทั้งหมดได้อย่างเบ็ดเสร็จสำเร็จรูป เพราะไม่ว่าจะใช้วิธีการใด แนวทางใดก็จะต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ยังไม่มีระบบใดหรือวิธีการใดที่มีแต่ด้านดีด้านเดียว แต่ทั้งนี้จะเลือกใช้วิธีการใดหรือแนวทางใดก็ตาม จะต้องไม่ละทิ้งหลักการความเท่าเทียมกันทางการศึกษา ขจัดความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษาผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องพยายามร่วมมือกันที่จะช่วยลดพฤติกรรมมือใครยาวสาวได้สาวเอาทางการศึกษาให้น้อยลงเพราะถ้านักเรียนผ่านกระบวนการคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยในลักษณะดังกล่าว ก็น่ากังวลว่าสังคมและประเทศชาติจะแคล้วคลาดจากบัณฑิตประเภท มือยาวสาวเก่ง ในอนาคตได้อย่างไร
--มติชน ฉบับวันที่ 25 ม.ค. 2554 (กรอบบ่าย)-- |
|
โพสเมื่อ :
24 ม.ค. 54
อ่าน 9643 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |