เสมา 1 จี้’ม.’ปั๊มสาขาขาดแคลน คุมคุณภาพ - ห้ามขายปริญญา
เสมา 1 จี้'ม.'ปั๊มสาขาขาดแคลน คุมคุณภาพ - ห้ามขายปริญญา
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีการสรรหาประธานคณะกรรมการคุรุสภา ที่ยังไม่สามารถดำเนินการเสนอรายชื่อผู้เข้ารับการสรรหา 4 คน มาให้พิจารณาเพื่อแต่งตั้งเป็นประธานว่า ตนเห็นแนวทางว่าจะใช้วิธีการอย่างไร แต่ต้องดูว่าจะได้ผลหรือไม่ ที่ผ่านมามีกรรมการสรรหาบางส่วนไม่เข้าประชุมซึ่งคงคุยกันได้ว่า ควรเข้าประชุมและช่วยกันพิจารณาการสรรหาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดีกว่าที่จะปล่อยให้เรื่องคาราคาซัง ตนคิดว่าต้องคุยกันด้วยเหตุผลและส่วนตัวเชื่อว่า เมื่อถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ทุกคนคงต้องการให้มีตำแหน่งนี้ ฉะนั้น น่าจะฟังเหตุผลกัน ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีประเด็นการเสนอชื่อผู้เข้ารับการสรรหาที่ไม่แสดงวิสัยทัศน์มาให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณา ซึ่งต้องหารือกันว่าตามหลักเกณฑ์คนที่ถูกเสนอชื่อจะต้องเป็นผู้ที่มาแสดงวิสัยทัศน์หรือไม่ โดยหากเห็นพ้องกัน กรรมการทั้งหมดก็คงเข้าประชุมหารือกันได้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนที่มอบนโยบายให้เร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาและผู้เรียน รวมถึงปฏิรูปหลักสูตรทุกระดับชั้นนั้น ต้องให้นักการศึกษา นักวิชาการมาช่วยดูว่า ทำไมหลักสูตรในประเทศต่างๆ ที่จัดการศึกษาได้ดีถึงต่างจากของไทยและเนื้อหาในหลักสูตรเป็นอย่างไร เช่น ประเทศสิงคโปร์ที่มีหลักสูตรคณิตศาสตร์ดีมาก นักเรียนสามารถสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ หากเห็นพ้องว่าหลักสูตรดีก็ต้องดูว่าจะนำมาปรับปรุงหลักสูตรของไทยได้เช่นไร ส่วนเรื่องการปฏิรูปการศึกษารอบใหม่นั้น จริงๆ ที่ผ่านมาเน้นการปฏิรูปโครงสร้างใน ศธ.มากกว่า แต่จริงๆ แล้วต้องการเห็นเด็กไทยดีและเก่ง อย่างไรก็ตาม ในการปรับหลักสูตรการเรียนนั้นปกติจะใช้เวลา แต่ก็ต้องพยายามทำให้เร็วและต้องฟังอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย หากมั่นใจว่าดีก็เดินหน้าไป การปรับหลักสูตรการเรียนการสอนต้องมาดูว่าเด็กไทยควรจะเรียนวิชาอะไร ไม่ใช่ว่าเรียนสารพัดไปหมดและมากจนเกินไปในที่สุดก็ไม่รู้อะไร แต่ควรเรียนวิชาที่ทำให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ ในประเทศอื่นๆ สอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ แต่ของเราพยายามสอนเหมือนกันแต่ผลออกมาอีกอย่าง และมัวเน้นให้เด็กท่องจำ นายพงศ์เทพกล่าว และว่า ส่วนแนวคิดเรื่องการผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการภายในประเทศนั้น รัฐบาลสามารถทำให้เกิดการผลิตบัณฑิตในสาขาที่ต้องการได้จากงบประมาณแผ่นดิน หากมหาวิทยาลัยไม่สนใจและผลิตนักศึกษาในสาขาที่ล้นความต้องการก็จะได้งบประมาณสนับสนุนจากรัฐน้อย แต่หากมหาวิทยาลัยใดเน้นผลิตนักศึกษาในสาขาขาดแคลนก็จะได้งบประมาณมาก เชื่อว่าจะทำให้มหาวิทยาลัยกลับเข้ามาทบทวนและให้ความสำคัญกับสาขาขาดแคลนมากขึ้น นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับการผลิตที่มีคุณภาพ ไม่ใช่จ่ายครบจบแน่หรือขายปริญญา ซึ่งต้องดูแลและควบคุมเรื่องคุณภาพ โดยจะให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กำชับและดูแลเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม อยากให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเปิดการเรียนการสอนในสาขาวิชาขาดแคลนที่เพิ่มขึ้น เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจเปิดรับนักศึกษาแพทยศาสตร์เพิ่มมากขึ้น หรือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีที่เก่งวิศวกรรมศาสตร์ก็อาจจะรับนักศึกษาเพิ่ม เป็นต้น ส่วนมหาวิทยาลัยขนาดเล็กทั่วไป หากจะผลิตในสาขาขาดแคลนก็ต้องให้เป็นไปตามมาตรฐาน ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตนจะมอบหมายให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปศึกษาหลักสูตรของไทยกับประเทศอื่นๆ ทั้งเรื่องการเรียนการสอนและโครงสร้างเวลา เท่าที่ดูโครงสร้างเวลาเรียนของไทยกับหลายๆ ประเทศพบว่า เวลาเรียนของเด็กไทยจะเท่ากันหมด อาทิ เรียนภาษาอังกฤษ 120 ชั่วโมงต่อปี ก็จะเหมือนกันหมดตั้งแต่ชั้น ป.1-6 ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ เน้นความเข้มข้นแต่ละวิชาต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละชั้นปี โดย สพฐ.จะทำข้อมูลเชิงเปรียบเทียบและข้อมูลคุณภาพ เพื่อเสนอให้นายพงศ์เทพพิจารณาในสัปดาห์หน้า และหากมีอะไรต้องปรับปรุง สพฐ.คงต้องทำตามนโยบาย
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |
|
โพสเมื่อ :
07 พ.ย. 55
อ่าน 1743 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |