เปิดตำรา ยาแก้หื่น ข้าราชการไทย
|
ปัจจุบันปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในประเทศไทย ยังเกิดขึ้นอยู่ในทุกวงการ
สิทธิหญิงไทยถึงแม้ทุกวันนี้จะปรับเปลี่ยนจนมาเท่าเทียมผู้ชายแล้วก็ตาม
แต่สถิติเหตุฆ่า-ข่มขืนยังไม่มีทีท่าลดลง
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวมากมายไม่เว้นแต่ละวัน...
ล่าสุด
คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างกฎ
ก.พ.ว่าด้วยการกระทำอันเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ หรือคุกคามทางเพศ พ.ศ. ...
ซึ่งมีสาระถึงลักษณะพฤติการณ์ที่เข้าข่ายทำผิด 5 ข้อ คือ
การกระทำการด้วยการสัมผัสทางกาย การกระทำการด้วยวาจาส่อในทางเพศ
การกระทำการด้วยกิริยาที่ส่อในทางเพศ เช่น ลวนลามทางสายตา การสื่อสารใดๆ
ที่ส่อในทางเพศ และการแสดงพฤติกรรมอื่นใดที่ส่อในทางเพศ ทั้งนี้
ผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้งบรรจุข้าราชการตามลำดับขั้น
โดยผู้ร้องเรียนไม่จำเป็นต้องเป็นคู่กรณี แต่ต้องมีหนังสือร้องเรียน
และพยานหลักฐานในการร้องเรียนด้วย
โดยกฎ ก.พ.ฉบับดังกล่าว
จะเอาผิดข้าราชการที่มีพฤติกรรมล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศ
แต่ไม่ถือเป็นความผิดร้ายแรง เว้นแต่การกระทำที่เข้าข่ายความผิดร้ายแรง
ตามมาตรา 85 ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ที่ระบุไว้ว่า
ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย
ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี และนโยบายของรัฐบาล
โดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ การปฏิบัติหน้าที่ราชการ
โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี
หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ประเด็นดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหาได้ถูก
ทางหรือไม่ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ติดต่อไปยังตัวแทนกลุ่มสตรีต่างๆ
เพื่อสอบถามความเห็น โดยนางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง
หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง
กล่าวเห็นด้วยกับกฎดังกล่าว เพราะถือเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยป้องปราม
ไม่ให้ข้าราชการที่กระทำผิดได้
แต่จะต้องมีบทลงโทษทางวินัยที่ขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้น
พร้อมทั้งให้สิทธิและความเป็นธรรมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาและผู้ที่ถูกกระทำ
ด้วย เพื่อแก้ปัญหาการคุกคามทางเพศในประเทศไทย
ซึ่งช่วยให้ผู้ที่คิดจะกระทำผิด หวาดระแวงและรู้สึกกลัวในการทำผิด
ทั้ง
นี้ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี ยังกล่าวถึงบทลงโทษข้าราชการกระทำผิด ว่า
บทลงโทษทางวินัยนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความผิดที่เกิดขึ้น
หากจะระบุลงไปคงไม่ได้ เพราะต้องดูที่พยานหลักฐานและความจริง
เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม 
สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง - หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง
ส่วน
นางลีน่า จังจรรจา ประธานมูลนิธิลีน่า จัง ในฐานะทนายความคนยาก
ผู้เคยให้ความช่วยเหลือสตรีที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า
ข้าราชการผู้มีอำนาจมักจะข่มเหงข้าราชการชั้นผู้น้อยโดยเฉพาะผู้หญิง
และข้าราชการชั้นผู้น้อยเอง ก็ไม่กล้าไปฟ้องร้องดำเนินคดี
เพราะหากเป็นข่าวขึ้นมา จะมีผลกระทบครอบครัวและการดำเนินชีวิต
แต่ส่วนตัวเห็นด้วยกับกฎดังกล่าว
เนื่องจากจะช่วยคุ้มครองสิทธิข้าราชการผู้หญิงได้
แม้ในปัจจุบันจะมีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้วก็ตาม
แต่ยังไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำหรือช่วยเหลือผู้หญิงได้อย่างจริงจัง
ทั้งนี้จึงเห็นว่า การมีกฎดังกล่าวดีกว่าไม่มี
เพราะเจตนาคือต้องการทำให้ข้าราชการผู้มีอำนาจ
ไม่ไปกดขี่ข่มเหงรังแกข้าราชการหญิง
สำหรับแนวทางที่จะแก้ไขปัญหา
เรื่องนี้อย่างจริงจัง นางลีน่า แนะนำว่า ตนอยากให้ผู้หญิง
กล้าในสิ่งที่ควรทำ โดยใช้กฎหมายให้เป็นประโยชน์ แต่ไม่ใช่ไปแย่งสามีคนอื่น
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า วัฒนธรรมของไทย
ผู้หญิงจะถูกสั่งสอนให้ผ่านผู้ชายแค่คนเดียว หากต้องไปแจ้งความดำเนินคดี
ผู้หญิงจะถูกมองไม่ดีไปตลอดชีวิต ถึงแม้ไม่ได้ยินยอมหรือถูกข่มขืนก็ตาม
ผู้หญิงจึงไม่อยากไปแจ้งความ หรือหากแจ้งความไป
อาจจะถูกฟ้องกลับในข้อหาเบิกความเท็จได้
เนื่องจากขั้นตอนของศาลจะต้องมีพยานบุคคลเป็นสำคัญ
แต่เรื่องนี้ก็ไม่มีใครอยากไปเป็นพยานให้
ดังนั้นผู้หญิงจึงต้องเรียกร้องสิทธิของตัวเอง 
ลีน่า จังจรรจา - ปู โลกเบี้ยว
ขณะที่นักแสดงสาว ปู โลกเบี้ยว
แสดงความเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี เหมาะสมกับผู้ที่ถูกกระทำจริง
เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน เพราะกับบางคนเหมือนตกกระไดพลอยโจน
เมื่อเกิดเหตุขึ้นครั้งที่ 1 จะต้องมีครั้งที่ 2 อีก
จึงจะเป็นการช่วยป้องกันการเกิดเหตุซ้ำได้ แต่เรื่องนี้มองว่า
ตบมือข้างเดียว อย่างไรก็ไม่ดัง เพราะสมัยนี้หลายคนก็ยอมเพื่อผลประโยชน์
ผู้หญิงจึงต้องช่วยเหลือตัวเองก่อนที่จะไปพึ่งกฎหมาย
และอยากเตือนผู้หญิงทุกคนให้ดูแลตัวเองให้ดี
หากคิดว่าไม่เหมาะสมหรืออันตราย ก็ต้องหลบเลี่ยง
ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้หมดไปนั้น คงเป็นไปไม่ได้
เพราะข้าราชการก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง.
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
|
|
โพสเมื่อ :
01 ก.ย. 53
อ่าน 21603 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |