ราชการแนวหน้า : ปัญหาการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการซ้ำซ้อน




      

คอลัมน์ : ราชการแนวหน้า : ปัญหาการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการซ้ำซ้อน

          1.การรับราชการเป็นวิธีการทำมาหากินเลี้ยงชีพแบบน้ำซึม แบบเสียสละ เพราะว่าค่าตอบแทนไม่ได้มากมายเช่นภาคเอกชน ความเจริญก้าวหน้า มีขั้นตอน กฎเกณฑ์กำหนดไว้ มิใช่ไปได้ตามใจปรารถนาของตนเอง หรือของผู้เป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นที่ปรารถนาของบรรดาผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะขวนขวายศึกษา หาวิธีการที่จะสอบเข้ารับราชการกันมากมาย แต่ด้วยจำนวนตำแหน่งงานที่จำกัดทำให้มีการแข่งขันสูง
          2.แต่ในบางกรณีผู้ที่เข้ารับราชการอยู่แล้ว ประสงค์ที่จะใช้ความรู้ความสามารถในคุณวุฒิที่สำเร็จการศึกษาเพิ่มเติม เปลี่ยนงานหรือต้องการจะย้ายงาน หรือต้องการจะหนีความผิดก็ไปสอบแข่งขันเพื่อรับการบรรจุและแต่งตั้งในหน่วยงานใหม่โดยไม่ประสงค์จะใช้วิธีการโอน หรือไม่ต้องการให้หน่วยงานใหม่ทราบก็จะระบุว่าตัวเองไม่เคยทำงาน หรือมีปัญหาอยู่ที่หน่วยงานใด หลังจากนั้น หากผู้นั้นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งที่หน่วยงานใหม่ โดยยังไม่ขาดจากหน่วยงานเดิมหรือหน่วยงานเดิมสั่งลงโทษ ไล่ออกหรือปลดออกจากราชการเช่นนี้ผลจะเป็นประการใดบ้าง และหน่วยงานใหม่จะต้องดำเนินการประการใดบ้าง ก็เป็นปัญหากับหน่วยงานนั้นจะต้องแก้ปมเงื่อนนี้ แม้จะเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยจะเกิดก็ตามแต่ก็เกิดได้ เพราะว่าเราไม่มีข้อมูลของข้าราชการทุกประเภทเก็บไว้เพื่อตรวจสอบด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลอยู่ในที่เดียวกัน จึงยังไม่สามารถตรวจสอบได้...ไม่เหมือนกับคดีอาญา ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถตรวจสอบได้
          3.ประเด็นปัญหาเรื่องนี้ เคยเกิดเป็นปัญหาที่ส่วนราชการแห่งหนึ่ง ซึ่งได้มีคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งนายลวงเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตามที่สอบแข่งขันได้ โดยไม่ทราบว่านายลวงยังเป็นข้าราชการของอีกส่วนราชการหนึ่งและส่วนราชการนั้นได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงไว้แล้วด้วย ต่อมานายลวงได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการหลังจากนั้นผลการดำเนินการทางวินัยถึงที่สุดโดยส่วนราชการนั้น ได้สั่งลงโทษไล่นายลวงออกจากราชการย้อนหลังไปถึงวันที่ได้รับอนุญาตลาออกจากราชการเช่นนี้ ส่วนราชการที่ได้บรรจุและแต่งตั้งนายลวงเข้ารับราชการจะต้องดำเนินการประการใด
          4.ปัญหานี้ ก.พ.ได้เคยพิจารณาวินิจฉัยเป็นแนวทางไว้ 3 ประเด็นโดยสรุป ดังนี้
          1) การบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ  ประเด็นนี้ แม้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้ข้าราชการรับราชการสองแห่งในเวลาเดียวกันไว้อย่างชัดแจ้งก็ตาม แต่โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ.2535 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวินัยที่บัญญัติให้ข้าราชการมีหน้าที่ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ข้าราชการและต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ดังนั้นการที่บุคคลใดรับราชการสองแห่งในเวลาเดียวกัน บุคคลนั้นย่อมไม่อาจอุทิศเวลาให้แก่ส่วนราชการทั้งสองแห่งในเวลาเดียวกันได้ และไม่อาจปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาสองคนในเวลาเดียวกันได้เช่นเดียวกันประกอบกับ พ.ร.ฎ.การจ่ายเงินเดือนฯพ.ศ.2535 ก็ได้กำหนดเรื่องการจ่ายเงินเดือน ให้แก่ข้าราชการไว้ ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ข้าราชการจะรับเงินเดือนจากส่วนราชการได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้นทำให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าไม่ประสงค์จะให้ข้าราชการรับราชการสองแห่งในเวลาเดียวกัน ส่วนราชการจึงควรดำเนินการให้ข้าราชการรับราชการในส่วนราชการเพียงแห่งเดียว(อ่านต่อฉบับหน้า)

          ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า



โพสเมื่อ : 15 พ.ย. 53   อ่าน 14946 ครั้ง      คำค้นหา :