|
เปิดบัญชีเงินเดือนใหม่ นักการเมือง-ข้าราชการประจำ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบขึ้นเงินเดือนและค่าตอบแทนของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ และเงินเดือนข้าราชการ โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้ ขึ้นเงินเดือน/ค่าตอบแทนส.ส.-ส.ว. หลักการกำหนดค่าตอบแทน เงินเดือน/ค่าตอบของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัตินั้น โดยหลักการจะกำหนดไว้ว่าตำแหน่งสูงสุดในแต่ละฝ่ายจะได้รับในจำนวนเงินที่เท่ากัน เพื่อให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีฐานะเท่าเทียมกัน (นายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภา) และควรปรับค่าตอบแทนในช่วงเวลาเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน ข้อเท็จจริง การปรับเงินเดือนของฝ่ายบริหารปกติจะปรับพร้อมกัน ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ เพราะหากไม่ทำดังกล่าวแล้ว เกิดกรณีปรับเงินเดือนข้าราชการประจำบ่อยครั้งกว่าข้าราชการการเมือง โอกาสจะเกิดขึ้นได้คือ ปลัดกระทรวงอาจได้เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งรวมกันสูงกว่านายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ถูกต้องในหลักการของการกำหนดค่าตอบแทน (Benchmark) การปรับเงินเดือนของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ทำโดยกฎหมายเดียวกัน เพราะถือว่าแยกเป็นอิสระต่างกัน ต่างฝ่ายต่างทำ (แต่ในทางปฏิบัติ ฝ่ายนิติบัญญัติก็อาจเอาการปฏิบัติของฝ่ายบริหารเป็นที่ตั้ง และจะทำหลักฝ่ายบริหาร เนื่องจากจะดูบัญชีที่ฝ่ายบริหารจัดทำเป็นหลัก) จะเห็นได้ว่า ปี พ.ศ.2537 การปรับค่าตอบแทนของทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ จะปรับพร้อมกัน และทำให้เงินที่นายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภาได้รับ รวมแล้วเท่ากัน คือ 114,000 บาท ส่วนในฝ่ายข้าราชการประจำ เงินเดือนขั้นสูงสุดของปลัดกระทรวงจะได้รับ 101,090 บาท ซึ่งต้องน้อยกว่านายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วย การปรับค่าตอบแทนในปี พ.ศ.2547, พ.ศ.2548, พ.ศ.2550 ในฝ่ายบริหาร ปรับโดยใช้หลักการนี้ตลอดมา ทำให้การยึดโยงค่าตอบแทนของฝ่ายการเมือง คือนายกรัฐมนตรี ฯลฯ กับฝ่ายข้าราชการประจำ คือปลัดกระทรวง ฯลฯ โยงกันได้เป็นระบบตลอดมา มีข้อที่ให้สังเกตว่าการปรับค่าตอบแทนของฝ่ายนิติบัญญัติจะทำทีหลังฝ่ายบริหาร คือ ในปี 2547 ฝ่ายบริหารปรับค่าตอบแทนเมื่อ 1 เม.ย.2547 แต่ฝ่ายนิติบัญญัติจะปรับค่าตอบแทนเมื่อ 6 ก.พ.2548 (สาเหตุคือการที่ฝ่ายนิติบัญญัติรอดูผลการปรับ และใช้ผลการปรับของฝ่ายบริหารเป็นเกณฑ์) โดยผลการปรับจะทำให้ค่าตอบแทนที่นายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภาได้รับเท่ากัน คือ 115,920 บาท ในปี 2548 และ 2550 มีการปรับค่าตอบแทนในฝ่ายบริหาร แต่จะไม่ได้ปรับของฝ่ายนิติบัญญัตินั้น ในปี 2548 ซึ่งฝ่ายบริหารปรับ เมื่อ 1 ต.ค.2548 และสถานการณ์ของประเทศมีความปั่นป่วน มีการเลือกตั้งหลายครั้ง จนกระทั่งไม่ได้มีการปรับค่าตอบแทนของฝ่ายนิติบัญญัติให้รับกับฝ่ายบริหารและในปี 2550 เป็นรัฐบาลมาจากการปฏิรูปการปกครอง ไม่มีรัฐสภา มีเพียงสภานิติบัญญัติ ซึ่งผู้ทำหน้าที่ส่วนใหญ่มาจากข้าราชการ ซึ่งรับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนอยู่แล้ว จึงไม่มีการปรับค่าตอบแทนในฝ่ายนิติบัญญัติ ในปี 2554 นี้ การปรับค่าตอบแทนที่เสนอปรับทั้งฝ่ายบริหาร (ข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ) และฝ่ายนิติบัญญัติให้เป็นระบบในคราวเดียวกัน ทำให้เห็นว่าเป็นการทำที่กลับเข้าสู่หลักการ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะเหมาะสมแล้ว ขึ้นเงินเดือน ขรก.5% ใช้งบ 13,000 ล้าน คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ 16 ส.ค.2553 เห็นชอบปรับบัญชีเงินเดือน ค่าจ้างและค่าตอบแทนรายเดือนของบุคลากรภาครัฐ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เม.ย.2554 และมอบให้กระทรวงการคลัง คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามที่คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติเสนอ คณะรัฐมนตรีได้มี (7 ก.ย.) ให้คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวกับการปรับบัญชีเงินเดือน ค่าจ้างและค่าตอบแทนรายเดือนของบุคลากรของรัฐ และบัญชีค่าตอบแทนของประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กงช.ได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกา รวม 9 ฉบับ และบัญชีค่าตอบแทนของประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามมติ ครม. โดยมีรายละเอียดดังนี้ หลักการ 1. รักษาจุดยึดโยงของค่าตอบแทน (เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง) ระหว่างข้าราชการประเภทต่างๆ และเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งหลักขององค์กร 2.ปรับให้ข้าราชการทุกประเภทในสังกัดราชการบริหาร ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พนักงานราชการและลูกจ้างของส่วนราชการ มีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เท่ากันทุกคน เว้นแต่กรณีที่จำเป็นต้องรักษาหลักการตามข้อ 1. หรือเป็นการปรับเพิ่มให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ได้รับการปรับบัญชีในระหว่างปี 2547-2550 เช่น อัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มของประธานรัฐสภา ปัจจุบันน้อยกว่าเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งขัดกับหลักการที่ กงช.และคณะรัฐมนตรีเคยเห็นชอบให้ตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการมีอัตราค่าตอบแทนเท่ากัน จึงต้องปรับในอัตราที่สูงกว่าร้อยละ 5 3. ภาระงบประมาณและวันที่มีผลใช้บังคับ คาดว่าจะใช้เงินงบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 13,000 ล้านบาท สำหรับปรับบัญชี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2554 เป็นต้นไป แนวทางการดำเนินงานดังนี้ 1. ปรับอัตราเงินเดือนในบัญชีท้ายกฎหมายต่างๆ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา 2. ปรับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับเงินเดือนตามบัญชี ที่ปรับใหม่โดยอาศัยอำนาจคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือผู้มีอำนาจตามกฎหมาย แล้วแต่กรณี เพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับเงินเดือน ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เท่ากันทุกคน หรือมากกว่าร้อยละ 5 กรณีเป็นการปรับเพื่อจุดยึดโยงของค่าตอบแทน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2555 3. ปรับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญเพิ่มในสัดส่วนร้อยละ 5 ไปพร้อมกันด้วย โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังแก้ไขพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป 4. ปรับอัตราเงินเดือนหรือค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงของผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มการครองชีพในสัดส่วนร้อยละ 5 ไปพร้อมกันด้วย โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างของส่วนราชการ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com |
| โพสเมื่อ : 15 ธ.ค. 53 อ่าน 11829 ครั้ง คำค้นหา : |