อาชีวะตั้งวิทยาลัยเพิ่มไม่ตอบโจทย์ นับวันประชากรเกิดใหม่มีแต่ลดลง
อาชีวะตั้งวิทยาลัยเพิ่มไม่ตอบโจทย์ นับวันประชากรเกิดใหม่มีแต่ลดลง
จากการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่การปฏิบัติ ซึ่งจัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้โครงสร้างประชากรของประเทศเปลี่ยนแปลงไป การที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะตั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพิ่มอีกกว่า 50 แห่งเพื่อมาสอนด้านเทคนิคหรือวิชาช่าง ตนเห็นว่าคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องของสังคมไทย การจะเปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยเพิ่มขึ้นต้องคิดให้รอบคอบ เพราะประชากรเกิดใหม่ลดลง ขณะที่วัยแรงงานก็กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุ ส่วนคนรุ่นใหม่ก็นิยมทำงานที่บ้าน ดังนั้นการแข่งขันในปัจจุบันคงต้องมุ่งที่คุณภาพและนวัตกรรม รวมถึงการเพิ่มทักษะด้านภาษาต่างประเทศด้วย ปี 2553 ประเทศไทยมีประชากร 63.8 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุ 20% ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรเด็ก ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องหาแนวทางการส่งเสริมอาชีพคนไทยให้เหมาะสมกับโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไป โดยต้องคำนึงถึงการจ้างแรงงานผู้สูงอายุด้วย ขณะเดียวกันก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายของกระทรวงศึกษาธิการและองค์กรหลักที่ต้องมีนโยบายการศึกษาที่มองแบบข้ามชาติด้วย โดยดึงชาวต่างชาติเข้ามาเรียนมากขึ้นเพื่อสร้างเพิ่มมูลค่า นางสุวรรณี กล่าว ด้าน ดร.ชุมพล พรประภา ผู้ทรงคุณวุฒิในสภาการศึกษา กล่าวว่า ความล่าช้าในการขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เกิดจากภาพรวมคุณภาพการศึกษาพื้นฐานไม่เอาไหน เมื่อไปศึกษาต่อในระดับอื่นจึงทำให้การศึกษาแย่ทั้งระบบ ดังนั้นการกำหนดกรอบคุณวุฒิฯจึงต้องแก้ทั้งระบบโดยเฉพาะอาชีวศึกษา ต้องเปลี่ยนหลักสูตรทั้งหมด เพราะการผลิตกำลังคนต้องให้ตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการ และภาคเอกชนมากที่สุด และการมีสถาบันการอาชีวศึกษา 19 สถาบัน นั้น รมว.ศึกษาธิการต้องคัดเลือกนายกสภาสถาบันที่เป็นคนดีเข้ามาบริหารงาน ไม่ควรให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยหรืออดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเป็นนายกสถาบัน เพราะจะบริหารตามแบบเดิม ๆ แต่ควรเลือกคนจากภาคเอกชน สถานประกอบการมาทำหน้าที่นี้ เพราะจะทราบดีถึงการผลิตคนให้ตรงกับโจทย์ที่ต้องการ รัฐบาลต้องมีเป้าหมายว่า กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ จะเกิดขึ้นได้ภายในกี่ปี ต้องมีการกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน เพราะคนวงการศึกษาพอทำอะไรไม่ได้ก็จะขอให้ลดมาตรฐาน ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องกำชับให้เข้มแข็ง ต้องปรับหลักสูตรอาชีวศึกษาเสียใหม่ ผู้เรียนต้องมือเปื้อนได้และต้องคิดเป็น แต่วันนี้หลักสูตรอาชีวะเป็นกะเทย มือบอกว่าไม่เปื้อนแต่ก็เปื้อน ขาข้างหนึ่งจะทำอาชีวะอีกข้างจะสอนอุดมศึกษา เลยไม่ได้ดีสักอย่าง ดร.ชุมพล กล่าว.
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ |
|
โพสเมื่อ :
28 ก.พ. 56
อ่าน 1657 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |