การปฏิรูปการสอนภาษาทำไมและอย่างไร
การปฏิรูปการสอนภาษาทำไมและอย่างไร
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คนไทยถูกบังคับให้เรียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลและใช้เวลาในการเรียนหลายคาบในแต่ละสัปดาห์ แต่ก็เหมือนวิชาอื่นๆที่สอนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย นั่นคือ ผู้เรียนไม่สามารถพัฒนาความสามารถของตัวเองได้มากนักและไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้เท่าใดนัก ความรู้บางอย่างที่ได้รับมาจากการเรียนไม่เพียงแต่จะไม่มีประโยชน์เพราะใช้การไม่ได้ในยุคที่สังคมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังกลับกลายมาเป็นอุปสรรคของการปรับตัวอีกด้วย การเรียนการสอนวิชาภาษามักจะถูกแบ่งออกเป็น3 ส่วน คือ หลักภาษา, การใช้ภาษา และวรรณคดี การสอนด้านหลักภาษา มักเน้นไปที่การบังคับให้ผู้เรียนท่องจำกฎเกณฑ์ของภาษา การสอนด้านการใช้ภาษา ก็มักเน้นไปที่การเขียนอย่างถูกต้องตามหลักภาษาที่ได้เรียนมา เช่น การเขียนประโยคที่มีประธาน กริยา กรรม การเลือกใช้คำคุณศัพท์ คำวิเศษณ์ สันธาน บุพบท อย่างถูกต้อง ส่วนการสอนวรรณคดีนั้น มักเน้นไปที่การทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง หรือการ อ่านเอาเรื่อง ตลอดจนการท่องจำชื่อตัวละคร สถานที่ บทบาทของตัวละคร และคติสอนใจที่ได้จากวรรณคดี แน่นอนว่าการสอนภาษาไทยในเมืองไทยบรรลุเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการ (หรือจะเรียกว่า เป้าหมายของชนชั้นนำ ก็ได้) นั่นก็คือการปลูกฝังภาษามาตรฐานที่จรรโลงโครงสร้างสังคมแบบแบ่งคนออกเป็นลำดับชั้นให้แก่ผู้เรียน และการสอนให้คิดเกี่ยวกับโลก ชีวิตและสังคมในกรอบมโนทัศน์เกี่ยวกับ ความจริง ความดี ความงาม ที่กระทรวงศึกษาธิการและชนชั้นนำสถาปนาเอาไว้ การสอนภาษาในเมืองไทย ไม่เคยมีการสอนให้ผู้เรียนทำความเข้าใจความหมายของคำหรือข้อความที่รื่นไหล รวมทั้งอำนาจ วัฒนธรรม โลกทรรศน์ อุดมการณ์ ค่านิยม ความรู้สึกนึกคิด อคติ ฯลฯ ที่อยู่เบื้องหลังภาษา เมื่อสอนการเขียนความเรียง ก็สอนเฉพาะหลักการหรือเทคนิคในการเขียน แต่ไม่เคยให้ความสำคัญแก่การพัฒนาความคิดความรู้สึกที่ผู้เรียนจะนำมาถ่ายทอดผ่านการเขียน ไม่เคยมอบวิธีคิดหรือมุมมองใหม่ๆ เพื่อให้แก่ผู้เรียนสามารถเสนอคำอธิบายใหม่ที่เสริมสร้างปัญญาทั้งแก่ผู้เขียนและผู้อ่าน ส่วนการสอนวรรณคดี ก็ไม่เคยมีการใช้วรรณคดีเพื่อฝึกให้ผู้เรียนมองโลก สังคมหรือชีวิตจากมุมมองใหม่ๆ เช่น การอธิบายปัญหาหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากสายตาของตัวละครแต่ละตัวในวรรณคดีที่มีโลกทรรศน์ ค่านิยม และอยู่ในบริบทที่แตกต่างจากกัน รวมทั้งต่างจากบริบทของผู้เรียนแต่ละคนด้วย วิธีคิดที่ผู้เรียนได้จากการเรียนภาษา จึงเป็นวิธีคิดที่เน้นระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งผู้เรียนอาจแสดงในรูปของการยอมรับหรือการปฏิเสธระเบียบกฎเกณฑ์ทางสังคมก็ได้ แต่ที่สำคัญก็คือผู้เขียนขาดศักยภาพที่จะ คิดเป็น จากวิธีคิด หรือมโนทัศน์ หรือมุมมองใหม่ๆ ซึ่งวิธีคิดที่คับแคบเช่นนี้เป็นอุปสรรคอย่างสำคัญของการปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซับซ้อนและหลากหลายดังในยุคปัจจุบัน ส่วนความรู้ทางภาษาที่ได้มา ก็ไม่ช่วยให้สามารถแสวงหาความรู้อันลึกซึ้งกว้างขวางจากมุมมองใหม่ๆหรือรับรู้ความเป็นไปของโลกและชีวิตจากมุมมองใหม่มิพักต้องพูดถึงความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารความรู้สึกนึกคิดอันซับซ้อนลุ่มลึก กล่าวได้ว่า ความรู้ทางภาษาและวรรณคดีที่สอนกันอยู่ในสถาบันการศึกษาทุกระดับไม่ได้ช่วยสร้างปัญญาชนขึ้นมาแต่อย่างใด ส่วนใหญ่แล้วคนที่เรียนภาษาต่างๆ มักจะทำงานในระดับเลขานุการ มัคคุเทศก์ หรือล่ามในบริษัทเท่านั้น การปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายๆ เพราะไม่ใช่แต่เพียงต้องลงมือปฏิรูปสาขาวิชาด้านครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์เท่านั้น หากแต่รัฐไทยและชนชั้นนำไทยจะต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายทางการศึกษาของไทยทั้งระบบเสียก่อน รวมทั้งต้องเปลี่ยนเป้าหมายในการเรียนการสอนด้านภาษาและวรรณคดีด้วย การเปลี่ยนเป้าหมายของการศึกษา ย่อมหมายถึงการเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในรัฐและสังคมไทยกระทรวงศึกษาธิการและชนชั้นนำของไทยจะยอมรับได้หรือไม่? หากการศึกษาของไทยต้องการ พัฒนาคนอย่างแท้จริง เพื่อให้คนไทยฉลาดขึ้นและสามารถปรับตัวทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์ (ไม่ใช่ต้องการทำให้คนไทย คิดในกรอบ เชื่อง หรือ รู้ที่ต่ำที่สูง เพื่อจะได้เป็นข้าราชการที่ดีและเป็น พลเมืองดี ดังในอดีตที่ผ่านมา) สิ่งแรกที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นในชั้นเรียนก็คือการสอนให้ คิดเป็น คิดเป็น ในที่นี้ย่อมไม่ใช่ คิดเป็น จากวิธีคิด หรือมุมมอง หรือมโนทัศน์เดิม แต่ต้องสามารถคิดเกี่ยวกับปรากฏการณ์หรือปัญหาต่างๆ จากวิธีคิด มุมมอง หรือมโนทัศน์ ที่แตกต่างหลากหลาย รวมทั้งการมีทรรศนะวิพากษ์ต่อความรู้ที่มาจากวิธีคิด มุมมอง หรือมโนทัศน์เดิม เพื่อจะหลุดพ้นจากการครอบงำ และเปิดทางให้แก่การทำความเข้าใจปัญหาหรือปรากฏการณ์ต่างๆ จากแง่มุมใหม่ เพื่อจะมองเห็นทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหาและการพัฒนาท้องถิ่นหรือประเทศชาติ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างคนที่ คิดเป็น จากวิธีคิด หรือมุมมอง หรือมโนทัศน์ใหม่ๆ ดังกล่าวข้างต้นนี้ ในด้านหนึ่ง การสอนภาษาและวรรณคดีควรจะต้องเป็นไปเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของภาษาและวรรณกรรมอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม อีกด้านก็ต้องให้ เครื่องมือ หรือความรู้อันหลากหลายแก่ผู้เรียนเพื่อให้ได้ฝึกใช้เครื่องมือเปล่านั้นในการวิเคราะห์ด้วยตนเอง จนมีประสบการณ์ในการเปลี่ยนจุดยืนเพื่อวิเคราะห์ภาษาและวรรณคดีจากมุมมองใหม่ๆ ซึ่งหากนำทฤษฎีใหม่ๆ มาสอน ก็จะให้เครื่องมือสำหรับการฝึกวิเคราะห์ ความหมาย ของภาษาและวรรณกรรมจากจุดยืนที่แตกต่างได้มากทีเดียว การสอนภาษาเพื่อเข้าใจวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และเพื่อให้สามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ความรู้สำคัญๆ จากสังคมที่เป็นเจ้าของภาษา ก็มีความสำคัญอย่างมาก ขอยกตัวอย่างกรณีประเทศเวียดนามปัจจุบัน ซึ่งวิชาประเภท ญี่ปุ่นศึกษา ไทยศึกษา ฯลฯ กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะกระทรวงศึกษาธิการของเวียดนามไม่ได้ต้องการให้คนของตนเรียนเพื่อให้รู้ภาษาต่างประเทศเท่านั้น แต่ต้องการให้คนเวียดนามมีความรู้ภาษาต่างประเทศในการแสวงหาความรู้จากประเทศที่เป็นเจ้าของภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของประชาชนในประเทศอื่นๆ และความรู้ใหม่ทุกแขนง ทั้งความรู้ทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์จากประเทศต่างๆ สำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับตัวไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การปรับตัวในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ การหารายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การแก้ไขความขัดแย้ง ตลอดจนการอยู่ร่วมกันกับประชาชนในประเทศต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ การปฏิรูปการสอนภาษาจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนเรื่องหนึ่งที่ไม่อาจรอได้อีกต่อไป
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |
|
โพสเมื่อ :
26 ต.ค. 53
อ่าน 22885 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |