แจ้งความ11น.ศ.กันไว้’เป็นพยาน’หวังสาวถึงต้นตอซื้อขาย’ป.บัณฑิต’
แจ้งความ11น.ศ.กันไว้'เป็นพยาน'หวังสาวถึงต้นตอซื้อขาย'ป.บัณฑิต'
คุรุสภาได้ฤกษ์ฟันกลุ่มซื้อขายป.บัณฑิต แจ้งความ 11 น.ศ.'ธงทอง'ยันไม่มีเจตนาเอาผิดกันเป็นพยานสาวถึงขบวนการ'ชินวรณ์'ยื้อเปิดผลสอบ'บิ๊ก-กก.คุรุสภา'เอี่ยว นายดิเรก พรสีมา ประธานคณะกรรมการคุรุสภา และนายธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษาและในฐานะกรรมการคุรุสภา เข้าแจ้งความต่อเจ้าพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต เมื่อวันที่21 มิถุนายน เพื่อให้ดำเนินคดีกับขบวนการซื้อขายประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) กรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยอีสาน (มอส.) ซื้อวุฒิป.บัณฑิตมาหลอกลวงให้คุรุสภาออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้ โดยนายธงทองกล่าวว่าต้องการให้พนักงานสอบสวนสาวไปถึงต้นตอขบวนการซื้อขายวุฒิการศึกษา ไม่ได้มีเจตนาเอาผิดกับนักศึกษา 11 ราย ที่ยอมรับสารภาพถือเป็นประโยชน์กับทางราชการ ต้องกันไว้เป็นพยานสำคัญของคดี พ.ต.อ.ชัยรพ จุณณวัฒน์ ผกก.สน.ดุสิต กล่าวว่า เบื้องต้นบัณฑิตทั้ง 11 คน จะถูกตั้งข้อหาแจ้งความเท็จ ตามมาตรา 267 ข้อหากระทำการแจ้งให้เจ้าพนักงานกระทำการจดข้อความเป็นเท็จในเอกสารราชการ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังจะโดนข้อหาการแจ้งความอันเป็นเท็จ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ด้านนายกำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อนายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจราชการแผ่นดิน กรณีนายธนาวัฒน์ น้อยหา ผู้ประสานงานศูนย์นอกที่ตั้งมอส. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืนสถานภาพการเป็นนักศึกษา มอส. และเร่งอนุมัติใบป.บัณฑิต ให้กับนักศึกษาในศูนย์นอกที่ตั้ง โดยมีนายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา นายสุมนต์ สกลไชย อธิการบดี มอส. ร่วมชี้แจงว่าได้ชี้แจงกับผู้ตรวจราชการแผ่นดินว่า สภา มอส.ทั้งอดีตและปัจจุบันรับทราบการจัดการศึกษานอกที่ตั้งของ มอส.เพียง 4 ศูนย์เท่านั้น และทั้ง 4 ศูนย์ ไม่มีการเปิดสอนหลักสูตร ป.บัณฑิต ดังนั้นการจัดการศึกษานอกที่ตั้งดังกล่าวจึงถือว่าเป็นการจัดการศึกษาที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเบื้องต้นที่ประชุมเห็นตรงกันว่า จะช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบ และกฎหมายเท่านั้น นายศรีราชายังเห็นด้วยว่า การจัดการศึกษาหลักสูตร ป.บัณฑิตของ มอส.มีหลายส่วนที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้นจึงมีแนวทางแก้ปัญหา โดยให้ผู้ที่ปฏิบัติถูกต้องมาให้ข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และมอส. เป็นรายบุคคล หากตรวจพบว่า มีการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จก็จะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ให้ข้อมูลเท็จด้วย ทั้งนี้ ผมจะนำข้อเสนอดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการบริหารงาน มอส. พิจารณาในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ นายกำจรกล่าว ด้านนายสุมนต์กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการควบคุมฯ จะเสนอความคืบหน้าการช่วยเหลือนักศึกษา มอส.ที่ร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเข้ามาจำนวน 1,273 คน ซึ่งขณะนี้ได้ตรวจสอบไปแล้ว 765 คน โดยในจำนวนดังกล่าวมีนักศึกษาที่เรียนในที่ตั้งและฝึกปฏิบัติการสอนครบ 1 ปี จำนวน 52 คน, เรียนในที่ตั้งแต่ฝึกปฏิบัติการสอนไม่ครบ จำนวน 146 คน,เป็นนักศึกษาที่เรียนนอกที่ตั้งและฝึกปฏิบัติการสอนครบ 1 ปี จำนวน 66 คน และเรียนนอกที่ตั้ง แต่ฝึกปฏิบัติการสอนไม่ครบ 1 ปี จำนวน501 คน ดังนั้น มอส.จึงจะต้องนำข้อมูลที่ได้จากนักศึกษาไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากอาจารย์ผู้สอนก่อน และคาดว่าจะสามารถนำเสนอรายชื่อนักศึกษากลุ่มแรก ที่มีการเรียนจริงและฝึกปฏิบัติการสอนครบตามข้อมูลเบื้องต้นจำนวน 52 คนเข้าที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมฯ เพื่อรับรองให้จบการศึกษาได้ในเดือนกรกฎาคมนี้ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า กรณีมีกระแสข่าวว่า นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูรหัวหน้าผู้ตรวจราชการ ศธ. ประธานสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้บริหารและกรรมการคุรุสภาบางรายเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของ มอส.ได้ส่งมอบผลการสอบข้อเท็จจริงถึงปลัด ศธ. และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.แล้ว โดยพบว่ามีกรรมการคุรุสภา และเจ้าหน้าที่คุรุสภาเข้าไปเกี่ยวข้องมากกว่า 2 ราย ว่ายังไม่เห็นรายละเอียดผลการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ในส่วนที่มีกรรมการคุรุสภาเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น จะต้องดูอีกครั้งว่า การเข้าไปเกี่ยวข้องแล้วมีผลที่จะนำไปสู่ทำให้เกิดการซื้อขายใบ ป.บัณฑิตหรือไม่ โดยจะให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้ว่า ศธ.จะสรุปแนวทางการดำเนินการในเรื่องการซื้อขาย ป.บัณฑิตอย่างไร และยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ต้องการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้สิ้นสุดลงในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อจะไม่ให้มีปัญหาการซื้อขายใบ ป.บัณฑิต อีกต่อไป นายชินวรณ์กล่าว นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีมีผู้ทรงคุณวุฒิในอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ไปเป็นผู้อำนวยการศูนย์นอกที่ตั้งของมอส.ว่า ต้องไปไล่เรียงก่อนว่าผู้ทรงคุณวุฒิในอ.ก.ค.ศ.คนดังกล่าวไปเกี่ยวข้องอย่างไร ในเบื้องต้นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่ได้มีข้อห้ามข้าราชการในสังกัดไปดำเนินกิจกรรมอื่นๆ แต่ถ้าไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือผิดกฎหมายก็ต้องมาว่ากัน ทั้งนี้ การเปิดศูนย์นอกที่ตั้งถือว่ามีความเกี่ยวข้องกับ สกอ. ดังนั้นคงต้องให้ สกอ.ตัดสินก่อน แหล่งข่าวจากคุรุสภาเปิดเผยว่า หลังมติชน เปิดเผยใบสำคัญรับเงิน เจ้าหน้าที่คุรุสภาจำลายมือของผู้บริหารคุรุสภาคนดังกล่าวได้ จึงจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมเพราะเป็นถึงผู้บริหารหน่วยงานที่กำกับดูแลจรรยาบรรณวิชาชีพครู แต่กลับไปเปิดศูนย์นอกที่ตั้งเสียเอง แถมเป็นศูนย์เถื่อนซึ่งผิดระเบียบของสกอ. ตอนนี้เจ้าหน้าที่คุรุสภากำลังรอดูท่าทีของนายดิเรก พรสีมา ประธานคณะกรรมการคุรุสภาและนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการศธ. ในฐานะกำกับดูแลคุรุสภาว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร โดยคุรุสภาก่อตั้งมา 60 ปี ไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสีย ขณะที่ผู้บริหารและกรรมการคุรุสภามาตามวาระ 4 ปี เมื่อครบวาระก็ไป เมื่อทำเรื่องเสื่อมเสียโดยไม่มีการจัดการ ก็เกรงว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหาร ศธ.มีนโยบายยุบคุรุสภา จะส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่คุรุสภากว่า100 คน ผู้บริหารคุรุสภาคนดังกล่าวเคยชวนกรรมการคุรุสภา ไปเป็นอาจารย์สอนที่ศูนย์นอกที่ตั้ง โดยให้ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 10,000 บาท เพราะต้องการเอาเครดิตของกรรมการคุรุสภา แต่ไม่มีใครสนใจ ผู้บริหารคุรุสภายังบอกด้วยว่าตนเองได้ค่าตอบแทนจากการทำธุรกิจการศึกษาประเภทนี้เดือนละ 50,000-60,000 บาท และบางเดือนได้มากกว่าเงินเดือนซึ่งปัจจุบันเงินเดือนและค่าตอบแทนในตำแหน่งผู้บริหารคุรุสภากว่า 100,000 บาทแหล่งข่าวกล่าว นายอัษฎางค์ แสวงการ อดีตอธิการบดี มอส.กล่าวว่า ได้รับมอบอำนาจจากผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง มอส. ส่งหนังสือขอความถึงนายชินวรณ์บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กรณีกรรมการควบคุม มอส. จำนวน 2 คน มีพฤติกรรมขาดความเป็นกลางออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้แก่ นายกำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ.ที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า มอส.กระทำความผิดจำนวนมาก รวมถึงการกระทำความผิดเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์ ซึ่ง สกอ.จะดำเนินคดี และอาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวถือเป็นการเลือกให้ข้อมูลด้านลบที่สร้างความเสื่อมเสียแก่ มอส. แทนที่จะให้ข้อมูลที่เป็นกลางเกี่ยวกับการทำหน้าที่กรรมการควบคุมฯจึงแสดงว่านายกำจรขาดความเป็นกลาง แสดงตัวเป็นคู่กรณี อีกคนคือ นายขจร จิตสุขุมมงคล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาสมรรถนะบุคลากร ที่รับมอบอำนาจจาก สกอ. เข้าร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ มอส. ในข้อหากระทำความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร และฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา แสดงว่านายขจรขาดความเป็นกลางและแสดงตนเป็นคู่กรณีกับ มอส.นายอัษฎางค์กล่าว
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |
|
โพสเมื่อ :
22 มิ.ย. 54
อ่าน 66845 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |