ชี้ปรับเงินเดือนข้าราชการ ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้น




      

ชี้ปรับเงินเดือนข้าราชการ ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้น

          ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ให้ปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของภาคราชการให้ใกล้เคียงกับภาคเอกชนภายใน 5 ปีและนำระบบเงินเดือนแรกบรรจุที่ยืดหยุ่นหลากหลายมาใช้กับข้าราชการพลเรือนสามัญภายในปีงบประมาณ 2554 ทำให้หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงว่าจากการปรับเงินเดือนข้าราชการครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาค่าครองชีพและกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อนั้น
          นางเบญจวรรณ สร่างนิทรเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) กล่าวถึงที่มาของการปรับค่าตอบแทนข้าราชการพลเรือนสามัญว่าเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม2551 ตามนโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนภาครัฐ สำนักงาน ก.พ.ได้พัฒนาระบบเงินเดือน ค่าตอบแทนและสิ่งจูงใจ ซึ่งเป็นกลไกในการดึงดูดและเสริมสร้างแรงจูงใจแก่ผู้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติราชการให้มีความเหมาะสมเป็นธรรมสอดคล้องกับลักษณะงานและสายอาชีพสามารถเทียบเคียงกับอัตราค่าตอบแทนของตลาดแรงงานได้  ซึ่งปัจจุบันสำนักงาน ก.พ.มีกำลังคนในภาครัฐที่เป็นข้าราชการสามัญ จาก 19 กระทรวง จำนวนประมาณ362,767 คน
          นอกจากการปรับเงินเดือนแรกบรรจุเข้ารับราชการทุกวุฒิการศึกษาที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 นี้สำนักงาน ก.พ. ได้พัฒนาระบบค่าตอบแทนให้ข้าราชการพลเรือนอย่างต่อเนื่องโดยจะปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุและเงินเดือนหลังผ่านการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ กำหนดอัตราเงินเพิ่มตามท้องที่ปรับอัตราค่าตอบแทนตามสายงานและจะปรับกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับเลื่อนเงินเดือนข้าราชการ
          ในการปรับเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการพลเรือนสามัญตามมติครม. วันที่16สิงหาคมที่ผ่านมาจะมีผลตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2553  โดยวุฒิการศึกษาหลักที่ใช้บรรจุมีการปรับในอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน   อาทิ   ปริญญาตรี  เงินเดือนเดิม7,940 บาท ปรับเพิ่มเป็น 8,700 บาทปริญญาโทเดิม  9,700 บาท  เงินเดือนใหม่12,000 บาท ปริญญาเอกเงินเดือนเดิม13,110 บาท เงินเดือนใหม่ 16,200 บาทเป็นต้น (ดูจากตารางประกอบ)
          นอกจากนี้ยังจะมีการปรับเงินเดือนผู้ที่เป็นข้าราชการอยู่แล้ว ก่อนวันที่1 ตุลาคม 2553 ซึ่งเป็นการปรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเงินเดือนแรกบรรจุให้เพิ่มขึ้นและในเดือนเมษายน2554  รัฐบาลได้ประกาศจะขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการทุกประเภทอีกด้วย
          ด้านนางสาธินี โมกขะเวส  กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี(ประเทศไทย) จำกัด มองกรณีดังกล่าวว่าปัจจุบันการแย่งชิงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในสาขาอาชีพต่างๆในภาคเอกชนมีสูงมากการที่รัฐบาลปรับอัตราเงินเดือนใหม่เพื่อลดช่องวางความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ภาครัฐและเอกชนต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างไรก็ตามจากการปรับเงินเดือนข้าราชการแม้ยังไม่มีผลบังคับใช้    ได้ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นเพราะผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าบุคลากรสูงขึ้นไปด้วย  เหมือนได้ของเดิมแต่ต้องจ่ายเพิ่ม ถ้าไม่จ่ายก็ไม่มีคนทำหรือคุณภาพงานไม่เต็มร้อย
          ขณะที่รัฐบาลพยายามปรับฐานรายได้ข้าราชการ  ในส่วนของภาคเอกชนได้เตรียมจัดทำร่างอัตราค่าจ้างตามระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานคาดว่าจะประกาศบังคับใช้ได้วันที่   2  ตุลาคมนี้   โดยนายสุนันท์ โพธิ์ทอง ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจแรงงานกระทรวงแรงงาน   เปิดเผยว่า  คณะกรรมการโครงสร้างค่าจ้างภาคเอกชน เตรียมจัดทำร่างอัตราค่าจ้างตามระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานใน 6 กลุ่มสาขาอาชีพ รวมทั้งหมด 30 อาชีพ โดยได้จัดทำรายละเอียดมาตรฐานฝีมือแรงงานเสร็จไปแล้ว3 กลุ่มสาขาอาชีพ ประกอบด้วย กลุ่ม1 สาขาอาชีพบริการ กลุ่ม 2 อาชีพสาขาช่างกล และกลุ่ม3 อาชีพช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์คาดว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลางได้ภายในเดือนกันยายน 2553
          สำหรับอัตราค่าจ้างใหม่ตามระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน แบ่งออกเป็น3 ระดับ ประกอบด้วย ช่างซ่อมไมโครคอมพิวเตอร์ ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร  ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรมช่างเครื่องปรับอากาศและช่างอิเล็กทรอนิกส์(โทรทัศน์) หากได้ใบรับรองฝีมือระดับ 1 จะได้ค่าแรงวันละ 300 บาท ระดับ 2 ค่าจ้างวันละ 400 บาท และระดับ 3 วันละ 500 บาท
          สาขาช่างสีรถยนต์ ระดับ 1 ได้ 315 บาท/วัน ระดับ 2 ได้ 380 บาท/วัน ระดับ3 ได้ 440 บาท/วัน ช่างแคะตัวถังรถยนต์ระดับ 1 ได้ 335 บาท/วัน  ระดับ 2ได้420 บาท/วัน ระดับ 3 ได้ 505 บาท/วันส่วนช่างซ่อมรถยนต์ระดับ1 ได้270 บาท/วัน ระดับ 2 ได้ 330 บาท/วัน และระดับ 3 ได้ 390 บาท / วัน
          กลุ่มสาขาอาชีพบริการ อาทิ ผู้ประกอบการอาหารไทย ระดับ 1 ได้ 280 บาท/วัน ระดับ 2 ได้ 360 บาท /วัน  ระดับ3 ได้ 360 บาท/วันพนักงานนวดแผนไทยระดับ 1 ได้ 310 บาท/วัน ระดับ 2 ได้410 บาท/วัน ระดับ 3 ได้  510 บาท/วัน  และหัตถบำบัด ระดับ 1 ได้ 350 บาท/วัน ระดับ 2 ได้ 460 บาท/วัน และระดับ 3 ยังไม่มีการสรุป.

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 5 - 8 ก.ย. 2553--



โพสเมื่อ : 07 ก.ย. 53   อ่าน 14456 ครั้ง      คำค้นหา :