เหลียวหลังแลหน้าการศึกษายุค’เพื่อไทย’




      

เหลียวหลังแลหน้าการศึกษายุค'เพื่อไทย'

 

          ทีมการศึกษา
          กำลังจะผ่านไปแล้วสำหรับปี 2554 ซึ่งเป็นปีกระต่ายที่แสนโหดสำหรับคนไทย เพราะเป็นปีที่คนไทยกว่า 14 ล้านคน ต้องกลายเป็นผู้ถูกบังคับให้ประสบภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศ เรียกว่าได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้าทั้งประเทศ ไม่เว้นแม้แต่วงการศึกษาที่มีสถานศึกษาจมน้ำเป็นจำนวนมาก  ส่งผลให้อุปกรณ์การศึกษาได้รับความเสียหาย ต้องมีการเลื่อนเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2/2554 ออกไปแบบเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนต้องขยับปฏิทินการเรียนปีการศึกษา 2555 ตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีปัญหาให้ตามแก้หลังจากนี้อย่างหนีไม่พ้น
          ปี 2554 นับเป็นอีกปีหนึ่งที่วงการศึกษาไทยย่ำอยู่กับที่ ไม่เดินไปข้างหน้า บางจังหวะอาจจะก้าวถอยหลังด้วยซ้ำ เพราะการปฏิรูปการศึกษาตามแผนการ ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ปี พ.ศ. 2552-2561 ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่ง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ  2 ขุนพลของพรรคประชาธิปัตย์มาวางแผนการปฏิรูปการศึกษา โดยทุ่มทั้งงบประมาณและใช้เวลาข้ามปีกว่าจะคลอดยุทธศาสตร์ได้สำเร็จ แต่แทนที่จะได้ทำงานเดินตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ก็มีอันต้องเปลี่ยนรัฐบาลแบบพลิกขั้วการเมือง ได้ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล จากพรรคเพื่อไทย มานั่งเก้าอี้เสนาบดีคุมการศึกษาของประเทศ ส่งผลให้แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาเป็นอันต้องถูกยัดเข้ากรุ แถมตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายวรวัจน์ก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองเลย

          แต่ได้ผุดแผนยุทธศาสตร์ 2555 การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นแทน โดยมีกรอบแนวคิดว่า ภายในเวลา 2 ปี กระทรวงศึกษาธิการจะสามารถพัฒนาการศึกษาให้คนไทยสามารถแข่งขันได้ใน 5 ภูมิภาคหลักของโลก ภายใต้ 5 ศักยภาพของพื้นที่ และ 5 หลักสูตรกลุ่มอาชีพใหม่ ด้วยเป้าหมายว่า ให้คนไทย รู้เขา รู้เรา รู้เท่าทันและแข่งขันได้ในโลกอนาคต ซึ่งประเดิมนโยบายด้วยการสั่งการให้องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการปรับหลักสูตร ให้มีความต่อเนื่องและสามารถเชื่อมโยงกันได้ทุกระดับ โดยมุ่งเป้าหมายไปที่การศึกษาเพื่อการมีงานทำ
นับตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการมีรัฐมนตรีว่าการที่ชื่อ วรวัจน์ ได้มีการล้างธรรมเนียมปฏิบัติในการบริหารงาน ที่สร้างความฮือฮาให้แก่วงการครูหลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่การแบ่งงานให้ 2 รัฐมนตรีช่วย ทั้ง นางบุญรื่น ศรีธเรศ และ นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล แบบแบ่งเป็นภาค โดยอ้างคำว่า เพื่อบูรณาการงานในภาพรวมของกระทรวง งานนี้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กระหึ่มทั้งในและนอกกระทรวงศึกษาธิการ ว่าเป็นการรวบอำนาจไว้ที่เสมา 1 เพียงคนเดียว ขณะที่เสมา 2 และ เสมา 3 เปรียบเสมือนผู้ตรวจราชการกิตติมศักดิ์ที่ไม่มีอำนาจสั่งการใด ๆ ได้แต่รับเชิญไปเปิดงานกับแจกของ จนนายสุรพงษ์  มีปฏิกิริยาต่อต้าน และมีการเจรจาต่อรองกันเป็นระยะ ทำให้นายวรวัจน์ออกมาประกาศว่าจะแบ่งงานใหม่ โดยมอบอำนาจเด็ดขาดในเรื่องงบประมาณและบุคลากรของทุกแท่งในแต่ละภาคที่รัฐมนตรีช่วยดูแล แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีคำสั่งแบ่งงานที่เป็นทางการออกมา

          ที่ยิ่งเป็นการตอกย้ำคำล่ำลือเรื่องการรวบอำนาจและล้วงลึกเมื่อ นายวรวัจน์ ประกาศกลางที่ประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการในทำนองว่า เงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ หากหน่วยงานสังกัดใดต้องการใช้ ต้องแจ้งเสมา 1 ทุกรายการ ถ้าไม่แจ้งจะมีการเอาผิด ซึ่งทำให้เกิดเสียงบ่นจากบรรดาข้าราชการกระทรวงศึกษา ธิการ ว่า ยุคนี้ฝ่ายปฏิบัติทำงานลำบาก ไม่ต้องคิดอะไรรอฟังคำสั่งอย่างเดียว ไม่เพียงแต่การแบ่งงานให้ 2 รัฐมนตรีช่วย ที่สร้างความฮือฮาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ในยุคนี้ก็สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วังจันทรเกษมเช่นกัน โดยเฉพาะการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแต่งตั้งนายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ซึ่งเป็นนักบริหารระดับ 10 เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) นักบริหารระดับ 11 ตามที่นายวรวัจน์เสนอ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านายประเสริฐเป็นคนสนิทของใคร แต่เพียงข้ามคืนก็ได้เกิดปรากฏการณ์ที่สร้างความมึนงง เมื่อนายประเสริฐต้องทำบันทึกถึงนายวรวัจน์ ขอทำงานที่ กศน. เหมือนเดิม ซึ่งนั่นหมายถึงการสละเก้าอี้ระดับ 11 ส่วนสาเหตุที่ทำให้ประเสริฐต้องทำบันทึกด้วยน้ำตานั้น มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากพรรคเพื่อไทยว่า เป็นเพราะ ส.ส.ภาคอีสานไม่ปลื้มนายประเสริฐถึงกับบินไปฟ้องนายใหญ่ถึงเมืองนอก
นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งโยกย้ายแบบผิดฝาผิดตัว โดยเฉพาะการโยก นายอภิชาติ จีระวุฒิ จากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปนั่งในเก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ทั้งที่ไม่เคยผ่านงานด้านการอุดมศึกษามาก่อนเลย ทำให้ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับของทั้งข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และชาวมหาวิทยาลัยตั้งแต่แรก เมื่อเข้ารับตำแหน่งนายอภิชาติใช้วิธีมอบหมายงานให้รองเลขาธิการ กกอ. ทั้ง 3  ดูแลแทน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะการเป็นผู้บริหารไม่จำเป็นต้องลงมือเองทั้งหมด ขอให้เลือกใช้ให้เป็นก็พอ แต่สิ่งที่ชาวมหาวิทยาลัยเป็นกังวลมากกว่าเห็นจะเป็นเรื่องการประสานกับต่างประเทศ โดยเฉพาะเวลานี้เป็นช่วงของการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่ง สกอ. จำเป็นต้องมีผู้นำที่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มอาเซียน แต่นายอภิชาติยังไปไม่ถึงจุดนั้น

          กลับมาที่การทำงานของเสมา 1 ที่มีคำพูดติดปากว่า ต้องบูรณาการทั้ง 5 องค์กรหลัก ในทางทฤษฎีถ้าทำได้ถือว่าดี แต่ในทางปฏิบัติยังคงเห็นว่า มีแต่ความพยายามที่ไม่เกิดเป็นรูปธรรม เพราะแต่ละองค์กรหลักมีความเป็นอัตตาสูง ต่างคนต่างใหญ่ ต่างคนต่างคิด จนการบูรณาการจึงเกิดขึ้นได้ยาก และยิ่งนายวรวัจน์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคนเดียว งานชิ้นไหนที่อยู่ในความสนใจหรือมีเป้าหมายอยู่แล้วก็จะได้รับการสานต่อและผลักดันเต็มกำลัง ขณะที่งานดี ๆ อีกมากมาย แต่ไม่อยู่ในเป้าหมายก็จะถูกละเลยทันที อย่างเช่น โครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ที่จะผลิตครูคุณภาพโดยให้ทุนการศึกษาและประกันการมีงานทำ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครู ที่นายวรวัจน์ตอบชัดเจนว่า ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล ถึงแม้ล่าสุดจะมีกระแสข่าวว่าจะสานต่อโครงการครูพันธุ์ใหม่ให้จบก็ตาม  แม้แต่การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างทุนปัญญาของชาติเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก ก็พบว่า งบประมาณด้านการวิจัยในปีงบฯ  2555 ของมหาวิทยาลัยวิจัย 9 แห่งถูกตัดเกินกว่าครึ่ง

          เข้าสู่ ปี 2555 ต้องจับตาดูว่านายวรวัจน์ ซึ่งมีกระแสข่าวว่าเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่จะถูกปรับจะสามารถรักษาเก้าอี้เสมา 1 และนำพานโยบายการศึกษาของรัฐบาล ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศหลายเรื่องตามแนวคิด พรรคเพื่อไทย ที่ว่า การพัฒนาการศึกษาของประชาชนไทย คือ หัวใจของทางออกในทุกปัญหาของการพัฒนาประเทศและเป็นหัวใจสำคัญของทุกองคาพยพแห่งการพัฒนาในทุกภาคส่วน การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาสู่สังคมไทยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบการศึกษาไทย มีคุณภาพและความมั่นคงยั่งยืน เป็นโครงสร้างหลักของการพัฒนาประเทศ ได้สำเร็จหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการลดข้อจำกัดของการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาชั้นสูง โดยฟื้นชีพโครงการเงินกู้เพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต ดำเนินโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยไปเรียนต่อต่างประเทศ และส่งเสริมให้นักเรียนทุกระดับชั้นได้ใช้แท็บเล็ตไม่ใช่แค่แจกให้น้องเล็กชั้น ป.1 เท่านั้น.

          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 30 ธ.ค. 2554 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 29 ธ.ค. 54   อ่าน 120876 ครั้ง      คำค้นหา :