ปฏิรูปศึกษานิ่งวานทีดีอาร์ไอดัน แผนใหม่’อเมริกาโมเดล’ปรับทิศการเรียน-ตารางสอน-ประมวลผล
ปฏิรูปศึกษานิ่งวานทีดีอาร์ไอดัน แผนใหม่'อเมริกาโมเดล'ปรับทิศการเรียน-ตารางสอน-ประมวลผล
ศึกษาธิการ * ปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองไม่คืบ สพฐ.มอบทีดีอาร์ไอช่วยเดินหน้าต่อ ชูอเมริกาโมเดล ปรับยุทธศาสตร์ เน้นให้เด็กเรียนหนักในระดับชั้นประถม แต่มัธยมเรียนวิชาแกนกลางน้อยลง ปรับตารางสอนชั่วโมงเรียน ระบบประมวลผลใหม่ ชินภัทร ยอมรับเด็กไทยปัจจุบันเรียนหนักมากกว่าเด็ก ชาติอื่นๆสรุปยังไม่ใช้โอเน็ตมีผลต่อการจบช่วงชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 เพราะให้น้ำหนักแค่ 20% อีก 80% ยังเป็นผลคะแนน GPAX เตรียมออกประกาศเร็วๆ นี้ นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ขณะนี้ สพฐ.กำลังจัดทำแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบันเบื้องต้นได้มอบให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ วิจัยและจัดทำข้อเสนอ โดยมีจุดเน้น 2 ประการ คือ 1.การก่อให้เกิดความรับผิดชอบในผลการปฏิบัติงาน ซึ่งจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักวิชาการและสำนักทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) 2.การก่อให้เกิดความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ภายใต้การดำเนินงานของสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นานเพื่อทำออกมาเป็นแผนปฏิบัติงานของสพฐ.ต่อไป เลขาธิการ กพฐ.กล่าวอีกว่า การก่อให้เกิดความรับผิดชอบในผลการปฏิบัติงานนั้น จะครอบคลุมถึงการปฏิรูปการทดสอบที่จะต้องนำผลทดสอบต่างๆ มาใช้ รวมถึงการทบทวนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตารางเรียน ระบบประเมินผลโรงเรียนและครู การหามาตรการอุดหนุนสนับสนุน รร.ที่มีขนาดแตกต่างกัน และการสนับสนุนระบบการเงินของ รร. ซึ่ง สพฐ.จะเปิดโอกาสให้ทีดีอาร์ไอได้ใช้ความคิดและรวบรวมข้อมูลต่างๆ ได้อย่างอิสระ โดยที่ สพฐ.จะไม่ไปยุ่งหรือให้กรอบแนวคิด เพื่อไม่ให้การปฏิรูปนี้อยู่ในวังวนกรอบความคิดเดิมๆ อย่างไรก็ตาม ในส่วนแนวคิดการปรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและตารางเรียน ต่อไปนี้นักเรียนอาจเรียนเนื้อหาภาคบังคับที่น้อยลง คล้ายๆ กับการเรียนในสหรัฐอเมริกาตามที่ สพฐ.ได้ไปดูงาน โดยพบว่าการจัดการเรียนการสอนของ รร.ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจะมีสัดส่วนของหลักสูตรที่เป็นแกนภาคบังคับมากเฉพาะช่วงชั้นต้นๆ หรือระดับประถมศึกษา เมื่อเรียนถึงช่วงระดับมัธยมศึกษาก็จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น คือจะเรียนวิชาแกนภาคบังคับน้อยลง สิ่งนี้เป็นข้อคิดว่าจะต้องมีการทบทวนหลักสูตรที่เป็นแกนกลางภาคบังคับของไทยให้น้อยลง โดยจะเน้นหลักสูตรแกนกลางภาคบังคับมากในช่วงชั้นที่ 1 และ 2 แต่จะน้อยวิชา ไม่ใช่ว่าจะเรียนหนักกว่าเดิม สำหรับตารางเรียนนั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อเสนอของทีดีอาร์ไอ ว่าจะต้องปรับตารางเรียนของนักเรียนไทยให้น้อยลงหรือไม่ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบชั่วโมงการเรียนของไทยกับประเทศอื่นต้องยอมรับว่านักเรียนไทยจะมีชั่วโมงการเรียนมากกว่า โดยเด็กเล็กๆ อาจจะเรียน 8 วิชา และจำนวนคาบค่อนข้างเยอะ ดังนั้นอาจจะต้องปรับให้น้อยลง เด็กจะได้มีความสนุก พร้อมทั้งมีทักษะพื้นฐานต่างๆ ตามมาตรฐาน นายชินภัทรกล่าว สำหรับความคืบหน้านโยบายการนำผลคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต มาเชื่อมโยงต่อการเรียนจบช่วงชั้นทั้งระดับชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 ในปีการศึกษา 2555 นั้น ขณะนี้ สพฐ.ได้จัดทำร่างประกาศเสร็จแล้ว รอเพียงเสนอให้นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณา สำหรับรายละเอียดของร่างดังกล่าว กำหนดให้ใช้สัดส่วนคะแนนโอเน็ต 20% ไปรวมกับผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร หรือ GPAX สัดส่วน 80% ดังนั้นกรณีผลโอเน็ตตกต่ำจะไม่มีผลต่อการจบช่วงชั้น เพราะจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลการเรียนเท่านั้น แม้คะแนนโอเน็ตจะไม่มีผลต่อการจบช่วงชั้น แต่หากนักเรียนได้คะแนนโอเน็ตไม่ดี ก็จะทำให้คะแนน GPAX ลดลงได้ ดังนั้นนักเรียนก็ยังต้องตั้งใจเรียน และทำคะแนนโอเน็ตให้ดีอยู่ สาเหตุที่ต้องให้ใช้คะแนนโอเน็ตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลการเรียนและไม่มีผลต่อการจบช่วงชั้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการติดขัดระเบียบว่าด้วยการจบการศึกษา รวมถึงความไม่พร้อมของ สพฐ.ด้วย เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปเพราะยังต้องให้ รมว.ศธ.พิจารณาก่อน นายชินภัทรกล่าว.
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ |
|
โพสเมื่อ :
13 มิ.ย. 55
อ่าน 2499 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |