ยุบ’โรงเรียนขนาดเล็ก’สะท้อนภาพชุมชน ยังมีคำถาม...?



          เอนก  กระแจ่ม - กวินทรา ใจซื่อ
          โรงเรียนอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ทุกวันยายจะไปรับ-ไปส่ง แต่หากโรงเรียนถูกยุบอย่างที่ผู้ใหญ่เขาคุยกัน  หนูก็ไม่อยากเข้าไปเรียนในเมือง เพราะยายต้องลำบาก ไปรับส่ง สงสารยายแก่มากแล้ว
          เสียงสะท้อนของ เพชรไพริน  เชาวพงษ์  ด้วยวัยเพียง 10 ขวบ เรียนอยู่ ชั้นประถมศึกษาปีที่  4 โรงเรียนบ้านโสกยางต.หนองแสง อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม   หลังจากทราบถึงข่าวการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก  ในวันประชุมผู้ปกครอง
          เพชรไพริน อาศัยอยู่กับ นางทองขาน   ประทิตังโข อายุ 64 ปี  ผู้เป็นยายมาตั้งแต่เกิด ขณะที่บิดาของเด็กหญิงรายนี้เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนรายได้ที่จุนเจือในครอบครัวขณะนี้ มาจาก น้ำพักน้ำแรงของมารดาของ เพชรไพริน ที่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ ซึ่งส่งเสียมาตั้งแต่เกิด  โดยมีนางทองขาน ทำหน้าที่ดูแลหลาน
          ทุกเช้าเมื่อไปส่งที่โรงเรียนแล้ว นางทองขาน  ก็จะไปทำไร่ ทำนา ตามวิถีชีวิต  กรณีการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก จึงทำให้ นางทองขานรู้สึกวิตกกังวลถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
          เป็นกังวลไปหมดทุกเรื่อง ความปลอดภัย อุบัติเหตุ ทั้งค่าใช้จ่าย ค่ากิน ค่าเดินทางของ ทั้งยายและหลาน หลานยังเด็กมาก หากต้องไปโรงเรียนที่ไกลบ้าน  ก็ต้องเดินทางไปส่งเอง  แต่ยายแก่มากแล้ว จะให้ขึ้นรถเดินทางก็คงจะไม่ไหว หลานเองก็ไม่อยากจะไปโรงเรียนในเมือง  หวังว่าจะไม่มีการยุบโรงเรียนตามที่รัฐบาลออกประกาศ  ยังคงต้องการให้มีโรงเรียนในหมู่บ้านเหมือนเดิม นางทองขาน กล่าว
          ไม่ต่างจาก นางกนกพร  คุณสีขาว  เพื่อนบ้านหมู่บ้านเดียวกันที่แสดงความกังวลว่า หากต้องยุบโรงเรียนขนาดเล็ก บุตรสาว ซึ่งเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านโสกยาง ก็ต้องย้ายไปเรียน ใน อ.วาปีปทุม ไกลจากบ้านถึง  7 กิโลเมตร  ความเป็นห่วงและความวิตกกังวลถึงปัญหา ที่จะเกิดขึ้น จากประเด็นนี้ ทำให้ กนกพร หันมาสนใจการพัฒนาคุณภาพการเรียน การสอนในโรงเรียนขนาดเล็กให้มีความทัดเทียมกับโรงเรียนในตัวเมืองหรือในจังหวัด โดยเป็นแกนนำพูดคุยกับชาวบ้านเรื่องการจัดการเรียนการสอนโดยชุมชน  เพื่อต่อลมหายใจให้กับโรงเรียนขนาดเล็กที่ก่อตั้งมากว่า 57 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีครู 5 คน  และมีนักเรียน 35 คน
          ตลอด 4 เดือนได้ยินกระแสการยุบโรงเรียน ทำให้ผู้ปกครองสนใจและจับกลุ่ม คุยกันมากขึ้น  ทุกคนไม่ยอมรับแนวคิดในการ ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก  สิ่งที่ชาวบ้านทำได้คือ การรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย  เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน พัฒนาโรงเรียนในด้านวิชาการ ส่วนชุมชนจะใช้ภูมิปัญญาให้ลูกหลานได้เรียนรู้วิชาชีวิต ทั้งสอนทำอาหาร ทอเสื่อ ทอผ้า โครงการเกษตรน้อยในโรงเรียนเล็ก เข้ามาช่วยสอนลูกหลานของเรา สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครอง จะทำให้นำ ลูกหลานกลับมาเรียนในชุมชนเหมือนเดิม นางกนกพร กล่าว
          หนึ่งปีแล้วที่โรงเรียนบ้านหนองอ้อน้อย ต.กุดน้ำใส อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น  ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กปิดตัวลง หลังจากมีนักเรียนอยู่เพียง 4 คน สภาพโรงเรียน อาคารเรียน  อาคารพักครู โรงอาหาร วันนี้จึงถูกทิ้งร้างทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เหลือเพียงร่องรอยโรงเรียนในความทรงจำ
          ก่อนจะถูกยุบโรงเรียน ครูได้อธิบายกับนักเรียนและผู้ปกครองถึงความจำเป็น  พร้อมจัดหาโรงเรียนใกล้บ้านให้เป็นที่เรียนใหม่  โดย ด.ช.อุเทน ดอนมะโฮง อายุ 12 ปี  เป็นนักเรียนคนสุดท้ายที่ย้ายไปเรียนต่อในชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่โรงเรียนบ้านกุดกว้าง ในตำบลเดียวกัน
          นางหลอด  คำอ้อ  ผู้เป็นแม่ บอกว่า  บ้านอยู่ติดกับรั้วโรงเรียนเก่า แต่พอต้องย้ายไปเรียนที่ใหม่แม้จะห่างไปเพียง 1 กิโลเมตร ทุกเช้าลูกจะขี่รถจักรยานไปโรงเรียนเอง  รู้สึกกังวลใจ  แม้ไม่ไกลแต่ก็กลัวเรื่องอันตราย ไกลหูไกลตา คิดไปต่างๆ นานา กลัวกระทั่งเรื่องการขโมยเด็ก
          รู้สึกใจหายที่เห็นโรงเรียนในชุมชนถูกยุบ  คนขับรถผ่านไปมาก็มอง และสอบถามสาเหตุ  โรงเรียนถูกยุบก็เหมือนบ้านไม่มีคนอยู่ เหมือนบ้านร้าง  นับวันก็ทรุดโทรมไปตามเวลา
          การนับถอยหลังรอวันเวลาโรงเรียนถูกยุบ เท่ากับยอมรับคำตัดสินการชี้ชะตาในการก้าวเดิน ซึ่งสำหรับชาวบ้านและผู้บริหารทางการศึกษากลุ่มหนึ่ง เลือกที่จะไม่ให้มีวันนั้น ด้วยการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กในภาคอีสาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ตั้งแต่มีกระแสข่าวว่าจะยุบโรงเรียนขนาดเล็กเมื่อ 14 ปีที่แล้ว
          โรงเรียนฮ่องแฮพยอมหนองม่วง อ.ปทุมรัตต์  จ.ร้อยเอ็ด เป็นตัวอย่างหนึ่งของโรงเรียนที่พยายามทำให้ตัวเองรอดจากการ ถูกยุบ เสน่ห์ เสาวพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ในฐานะผู้ประสานงานโรงเรียนขนาดเล็กภาคอีสาน บอกว่า โรงเรียนต้องช่วยเหลือตัวเอง โดยได้ร่วมกับทั้งศิษย์เก่า และศิษย์ปัจุบัน รวมถึง ชาวบ้านในชุมชนจัดวันคืนสู่เหย้า 74 ปี  ฮ่องแฮพยอมหนองม่วงคืนสู่เหย้า ได้เงินบริจาคกว่า  1 ล้านบาท ซึ่งไม่มากแต่ก็เพียงพอสำหรับนำมาตั้งเป็นกองทุนพัฒนาการศึกษา
          เงินบางส่วนนำมาจัดจ้างครู จัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน เป็นการกำหนดบทบาทหน้าที่โดยโรงเรียน ส่วนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเรื่อง พื้นฐานชีวิต มีผู้ปกครองอาสา  ครูภูมิปัญญา สอนเรื่องหมอลำ  การทอผ้า  การย้อมสีธรรมชาติ เป็นการต่อลมหายของโรงเรียนขนาดเล็กโดยไม่ต้องพึ่งพาภาครัฐ
          รัฐต้องมองใหม่ว่าโรงเรียนขนาดเล็กไม่ใช่ปัญหาในการพัฒนาการศึกษา   แต่ปัญหาที่แท้จริงเกิดจากนโยบายของกระทรวงที่เน้นให้การศึกษาเป็นเรื่องของการแข่งขัน  มีโครงการโรงเรียนดีประจำตำบล หรือโครงการโรงเรียนดีประจำอำเภอ เป็นการแบ่งเกรดให้กับโรงเรียน เกิดการเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนด้วยกัน   รัฐไม่มีมิติในด้านอื่นๆ ทั้งความสัมพันธ์ของชุมชน  เด็กกับโรงเรียน การหล่อหลอมที่เกิดขึ้นในชุมชน  เมื่อเด็กต้องย้ายไปเรียนที่อื่นจิตสำนึกที่มีต่อชุมชนก็จะหายไปด้วยผู้อำนวยการโรงเรียน แห่งนี้กล่าว

          'รู้สึกใจหายที่เห็นโรงเรียนในชุมชนถูกยุบ โรงเรียนถูกยุบก็เหมือนบ้านไม่มีคนอยู่ นับวันก็ทรุดโทรมไปตามเวลา'
          หลอด คำอ้อ

          ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


โพสเมื่อ : 22 พ.ค. 56   อ่าน 1657 ครั้ง      คำค้นหา :