พงศ์เทพย้ำลดการบ้านเด็กประถม
พงศ์เทพย้ำลดการบ้านเด็กประถม
พงศ์เทพย้ำครูลดการบ้านเด็กต้องดูความเหมาะสมแต่ละช่วงชั้น ชี้ชั้นประถมอาจจะไม่จำเป็น ขณะที่ สพฐ.สั่งครูคุยกันก่อนสั่งการบ้านเด็ก ด้านจิตแพทย์หนุนลดการบ้าน ช่วยเด็กมีเวลาเรียนรู้นอกห้องเรียน ลดกดดันทั้งเด็ก-พ่อแม่ ด้านคณะครุศาสตร์ จุฬาหนุนลดจำนวนชิ้นงานแต่ทักษะความรู้ต้องเพิ่มขึ้น ขณะที่นร.เฮการบ้านลด นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงแนวปฏิบัติในการลดจำนวนการบ้านของนักเรียนในแต่ละช่วงชั้นว่า ต้องดูภาพรวมด้วย เนื่องจากเด็กแต่ละวัยมีความต่างกัน เพราะฉะนั้น การลดจำนวนการบ้านจะต้องแยกตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงชั้นด้วย เนื่องจากบางช่วงชั้นอย่างระดับประถมศึกษาอาจจะไม่จำเป็นต้องมีการบ้าน หรือไม่ควรมีเยอะ ขณะที่บางช่วงชั้นอย่างระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำเป็นต้องมีการบ้านที่จะช่วยพัฒนาเด็กมากขึ้น ซึ่งจะมีความแตกต่างกัน จะมาพูดรวมกันไม่ได้ ที่สำคัญต้องดูว่าการบ้านที่พูดถึงนั้น คือ การบ้านประเภทอะไร เช่น ให้เด็กอ่านหนังสือสัปดาห์ละ 2 เล่ม แบบนี้จะเรียกว่าการบ้านหรือไม่ เพราะไม่ได้ให้ทำทุกวันแต่กำหนดช่วงเวลา เป็นต้น การบ้านบางอย่างที่จะช่วยส่งเสริมหรือกระตุ้นเด็กไม่ทำให้เด็กเครียดก็เป็นส่วนดี แต่การบ้านบางอย่างที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องให้เด็กมากจนเกิน จึงต้องแยกแยะช่วงชั้นให้ดีเพราะบางช่วงเวลาก็จำเป็นต้องเร่งรัดพัฒนาเด็ก เราก็ต้องทุ่มเทเพื่อการเตรียมตัว อย่างเด็กประถมโดยเฉพาะประถมต้นไม่ควรมีการบ้านเยอะ เด็กมาเรียนต้องสนุก ต้องรู้จักกระตุ้นให้เด็กรักและสนใจการศึกษา หากทำให้เครียดเด็กจะหนีหมด ซึ่ง สพฐ.จะรู้เรื่องนี้ดีว่าควรจะต้องทำอะไรรมว.ศึกษาธิการ กล่าว ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า จากการศึกษาเทียบเคียงการทดสอบPISA ที่ประเมินเด็กทั่วโลกอายุ 15 ปีขึ้นใน 3 ด้าน คือ การอ่าน ภาษาและการคิดคำนวณ และวิทยาศาสตร์เท่านั้น จึงนำมาเป็นหลักคิดและวางแนวทางบูรณาการจัดการเรียนการสอนแต่ละกลุ่มสาระวิชาอย่างเป็นรูปธรรม โดยก่อนเปิดเรียนครูแต่ละกลุ่มสาระวิชาจะต้องหารือและร่วมวางแผนการสอนร่วมกัน รวมถึงบูรณาการการสั่งการบ้าน และให้เวลาเด็กไปทำค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ตรงนี้จะช่วยให้ครูประเมินคุณภาพของเด็กคนนั้นได้ เพราะฉะนั้นจากเดิมเด็กเรียน 8 วิชาแล้วได้การบ้านทุกวิชาจนกลายเป็นว่ามีการบ้านมหาศาล สัดส่วนก็จะลดลงเหลือแค่ 4 ส่วนก็ได้ และขณะนี้ได้มอบให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ไปทำคู่มือการบูรณาการการเรียนการสอนขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้ครู หนุนลดการบ้านแต่ความรู้ต้องเพิ่ม ขณะที่ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า การลดการบ้านให้กับนักเรียนเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะปัจจุบันมีการวิเคราะห์ว่าการบ้านที่เด็กนักเรียนได้รับในแต่ละวันมากเกินไป จะไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้น หากสพฐ.ออกเป็นนโยบายเช่นนี้ เป็นโอกาสดีที่จะทำให้โรงเรียนแต่ละแห่งกลับมาทบทวนว่าให้การบ้านเด็กมากเกินไปหรือไม่ และควรปรับลดลง พญ.พรรณพิมล กล่าวอีกว่า ผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากเด็กนักเรียนได้รับการบ้านในแต่ละวันมากเกินไป คือ 1.ส่งผลต่อสมาธิเด็กและสร้างความกดดันให้กับเด็กและพ่อแม่ อย่างเช่น สมาธิของเด็กทำการบ้านได้เพียง 3 หน้าแต่มีการบ้าน 10 หน้า ที่เหลือ 7 หน้าจะกลายเป็นพ่อแม่ทำให้ จึงไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการให้เด็กทบทวนบทเรียนเอง และกลายเป็นการสร้างความกดดันให้กับพ่อแม่และลูก 2.กรณีที่เด็กทำการบ้านไม่เสร็จเด็กอาจจะโดดเรียนไม่เข้าเรียนในวิชานั้นๆ หรือลอกการบ้านเพื่อนในตอนเช้าก่อนเข้าเรียน เป็นการสร้างนิสัยไม่ดีให้กับเด็ก และการเรียนรู้ของเด็กไม่เกิดขึ้น 3.เสียโอกาสในการเรียนรู้นอกห้องเรียน เนื่องจากตามปกติการเรียนรู้ของเด็กมีทั้งในและนอกห้องเรียน หากมีการบ้านให้กลับมาทำที่บ้านมาก ก็เหมือนกับการเรียนรู้ในห้องเรียนติดตามตัวเด็กตลอดเวลา การเรียนรู้นอกห้องเรียน อย่างการเล่นกีฬา หรือ ทำกิจกรรมต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมก็จะไม่เกิดขึ้น และ 4.หากเด็กต้องนอนดึกจากการทำการบ้าน จะส่งผลต่อเรื่องการเจริญเติบโตเด็กไม่เต็มที่ อีกทั้ง การพักผ่อนน้อยทำให้การเรียนรู้ในวันต่อไปมีประสิทธิภาพลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว การบ้านเป็นเหมือนการให้เด็กกลับมาเรียนรู้เองที่บ้านหรือทบทวนบทเรียน จึงไม่ควรมีปริมาณเกินไป สำหรับเด็กระดับประถมศึกษา ไม่ควรใช้เวลาในการทำการบ้านเกิน 1 ชั่วโมง ส่วนเด็กมัธยมฯอาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเด็ก ประถมฯแต่ไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมง พญ. พรรณพิมลกล่าว ด้าน ศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี อดีตคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเห็นด้วยที่รมว.ศึกษาธิการได้มีการนโยบายในการลดการบ้านให้แก่นักเรียน เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่านักเรียนมีการบ้านจำนวนมาก เนื่องจากครูในแต่ละวิชาต่างก็ให้การบ้านในวิชาของตนเอง และไม่ใช่ให้เพียงชิ้นเดียว แต่ให้หลายชิ้น ทำให้นักเรียนต้องทำการบ้านมากไม่มีเวลาทำกิจกรรม หรืออ่านหนังสือ ฉะนั้น นโยบายดังกล่าวจะช่วยลดการทำการบ้าน และนักเรียนจะได้มีเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่น แต่ทั้งนี้นโยบายดังกล่าวควรมีความชัดเจนในทางปฏิบัติด้วยว่า การลดการบ้านนักเรียนนั้น หมายถึงการลดชิ้นงาน แต่ไม่ได้ลดทักษะองค์ความรู้ของเด็ก ไม่เช่นนั้น ครูอาจมองว่าการลดการบ้าน ลดชิ้นงานและลดทักษะความรู้ด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสพฐ.จะต้องทำความเข้าใจ อบรมครู ว่าการลดการบ้าน คือ การลดจำนวนชิ้นงานแต่ทักษะความรู้ต้องเพิ่มขึ้น โดยครูในแต่ละสาขาวิชาต้องมาพูดคุย ทำความเข้าใจ และบูรณาการความรู้ในแต่ละวิชาร่วมกัน เช่น การบ้านวิชาภาษาไทยและภาษาอังกฤษ วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ วิชาเหล่านี้การบ้าน 1 ชิ้น สามารถบูรณาการความรู้ในวิชาเหล่านี้เข้าไปได้ ไม่จำเป็นต้องให้การบ้านแยกตามสาขาวิชา ซึ่งจะเป็นการช่วยให้เด็กได้คิดวิเคราะห์แบบบูรณาการได้ การบ้าน ถือเป็นการฝึกปฏิบัติให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ มีเหตุมีผล และเข้าใจในแต่ละวิชามากขึ้น การที่กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายลดการบ้านนักเรียน ต้องดูให้ละเอียดรอบคอบด้วยว่า การลดการบ้านนั้นส่งผลต่อการลดทักษะเด็กหรือไม่ ซึ่งหากครูเข้าใจ รู้จักทำงานร่วมกัน บูรณาการในแต่ละวิชากลายมาเป็นการบ้านของนักเรียนนั้นจะดีมาก แต่ถ้าครูไม่เข้าใจ ต่างคนยังต่างให้การบ้าน ลดเพียงจำนวนชิ้นงานและทักษะ ความรู้เด็กลดไปด้วย ศ.ดร.ศิริชัย กล่าวนร.เฮการบ้านลดเวลาเพิ่ม นายภูโนท์ เทพสถิจาย์ อายุ 17 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทพศิรินทร์ กล่าวว่า ปกติที่โรงเรียนไม่ค่อยมีการบ้านอยู่แล้ว แต่สำหรับนโยบายการลดการบ้านนั้นมีทั้งผลดีและผลเสีย ในแง่ของผลเสียคือ ทำให้เด็กมีเวลาว่างมากขึ้น และหันไปทำสิ่งอื่นที่ไม่มีประโยชน์ เด็กบางคนถึงกับไม่สนใจการเรียน เพราะเด็กส่วนมากที่มาเรียน ก็จะมาส่งการบ้านด้วย อีกทั้งเวลาที่ครูสั่งการบ้าน มักจะให้ส่งภายในเวลาที่จำกัด และเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำงานส่ง สำหรับผลดี คือทำให้เด็กมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ทั้งในช่วงสอบจะได้มีเวลาเตรียมตัวอ่านหนังสือเต็มที่ ขณะที่นายชวกร เชฏฐวาณิชย์ อายุ 16 ปี เรียนอยู่โรงเรียนราชวินิชบางแก้ว กล่าวว่า การลดปริมาณการบ้าน เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนเรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมามีการบ้านเยอะ ทำให้ไม่มีเวลาไปทำงานพิเศษเพื่อหารายได้ ส่วน น.ส.วรวีร์ อัฉริยศาสตร์ อายุ 48 ปี ประกอบธุรกิจส่วนตัวในฐานะผู้ปกครอง กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการลดการบ้านเพราะการบ้านที่เด็กได้รับในแต่ละวัน ไม่ได้มาก และยังเป็นการฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบ หากลดการบ้านลง เด็กจะมีเวลาไปทำสิ่งไม่มีประโยชน์มากขึ้น และจะส่งผลต่อการเรียน ขณะที่นายวิเชียร หนูเอียด อายุ 43 อาชีพขับรถตู้โดยสารประจำทาง กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายลดการบ้าน เพราะเด็กจะได้มีเวลาพักผ่อน ไม่เครียดกับการเรียนมากเกินไป และยังมีเวลาว่างที่จะมาช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ |
|
โพสเมื่อ :
31 ม.ค. 56
อ่าน 2130 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |