คอลัมน์: หุ้นส่วนประเทศไทย: การวิเคราะห์ช่องว่างของนโยบายด้านการศึกษา
คอลัมน์: หุ้นส่วนประเทศไทย: การวิเคราะห์ช่องว่างของนโยบายด้านการศึกษา
ศุภชัย ศรีสุชาติ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในแง่ประสิทธิภาพของการจัดสรรและใช้เงินทุนอุดหนุนนั้น ต้องมีการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาอย่างเหมาะสม เพราะระดับและคุณภาพของมหาวิทยาลัยของรัฐมีความแตกต่างกันมากดังนั้นวิธีการจัดสรรงบประมาณจึงต้องมีการปรับให้มีความทันสมัย และเปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาขนาดเล็กสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพต่อไปได้ นอกจากนี้ รัฐอาจต้องนำประสบการณ์ของการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษาเอกชนมาร่วมพิจารณา เนื่องจากสถาบันการศึกษาเอกชนต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เมื่อเทียบกับสถาบันการศึกษาของรัฐ แต่ก็สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ และอาจดีกว่าสถาบันการศึกษาของรัฐบางแห่งดังนั้นการจัดสรรงบประมาณโดยประสิทธิภาพและเพื่อเปิดโอกาสให้มีการพัฒนา จึงเป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ดังนั้น ผู้เรียนอาจเกิดความไม่เป็นธรรมเนื่องจากผู้เรียนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีอยู่ใกล้แหล่งข้อมูลข่าวสาร ย่อมมีโอกาสเข้าสู่มหาวิทยาลัยของรัฐง่ายกว่า และใช้ทรัพยากรของรัฐในการสนับสนุนการศึกษา โดยคิดเป็นต้นทุนที่รัฐต้องรับภาระประมาณ 70% จึงอาจทำให้นโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในภาพรวมไม่ประสบความสำเร็จ แนวคิดของการอุดหนุนทางการศึกษาได้มีการปรับเปลี่ยน โดยมีการเน้นการอุดหนุนด้านอุปสงค์ คือ ผู้เรียน (Demand Side Financing) จึงเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาปรับใช้โดยการปฏิรูปการศึกษา โดยนวัตกรรมทางการคลังที่ถูกนำมาใช้ คือ กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาแบบผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ซึ่งเป็นการปฏิรูปแนวทางการอุดหนุนทางการศึกษา โดยการกำหนดสิทธิของผู้ขอกู้โดยใช้เกณฑ์ของรายได้ครัวเรือน โดยการศึกษาในอดีตบ่งชี้ว่า กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา แต่ในเชิงสัมฤทธิผลของการศึกษานั้น ยังไม่มีงานศึกษาใดที่ระบุถึงความสำเร็จของกองทุน และในเชิงของการบริหารงบประมาณ กองทุนก็ยังคงมีปัญหาในเรื่องของการชำระคืนเงินกู้และการจัดเก็บ และในเชิงของนโยบายด้านสังคมแล้ว กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาไม่ประสบผลสำเร็จในเชิงการจัดสรรงบประมาณ เนื่องจากการให้การสนับสนุนด้วยกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาใช้ต้นทุนของสังคมที่สูง และผู้เรียนใช้ต้นทุนส่วนบุคคลที่ต่ำ ซึ่งมาจากสาเหตุสองประการ คือ ประการแรก ต้นทุนของการกู้ยืมต่ำทำให้รัฐและมีช่วงระยะเวลาจ่ายคืนหนี้ที่นาน รวมถึงการจัดเก็บเงินกู้ขาดระบบติดตามที่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้กองทุนมีภาระทางการเงินที่สูงมากในอนาคต ประการที่สอง ค่าเรียนที่นักศึกษานำไปชำระนั้น มีส่วนหนึ่งที่ได้รับการอุดหนุนไปแล้วผ่านทางมหาวิทยาลัย (ไม่มี Upfront Fee เหมือนกับระบบในออสเตรเลีย) ดังนั้นนักศึกษาผู้กู้ยืมจึงเท่ากับได้ประโยชน์ของการอุดหนุนถึงสองต่อ ดังนั้นจึงต้องกลับมาตั้งคำถามว่า กลุ่มผู้กู้นั้นเป็นกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมหรือไม่ มิเช่นนั้นแล้วกลุ่มผู้ได้ประโยชน์จะเป็นกลุ่มคนระดับกลาง ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องว่างของสังคมมีความห่างมากยิ่งขึ้น โดยกองทุนจะเป็นผู้จ่ายส่วนที่เป็น Consumer Surplus ให้กับผู้ที่ต้องการเข้าศึกษาและมีศักยภาพทางการเงินในระดับหนึ่งแทนที่จะให้ผู้นั้นจ่ายตามWilling to Pay ซึ่งจะทำให้เกิดภาระงบประมาณของประเทศน้อยกว่า นอกจากนี้ การใช้กองทุนกู้ยืมอย่างขาดประสิทธิภาพ อาจทำให้ระบบการจัดสรรงบประมาณมีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจทำให้การแก้ไขปัญหายากยิ่งขึ้น เพราะกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาอาจเป็นแหล่งรายได้สำคัญให้กับสถาบันการศึกษาขนาดเล็ก ที่ได้รับการจัดสรรงบอุดหนุนที่น้อย ซึ่งสถาบันเหล่านี้อาจผลิตบัณฑิตในจำนวนที่มาก เพื่อให้ได้รายได้ค่าลงทะเบียนที่เบิกจากกองทุน และการกำหนดวงเงินกู้ยืมรายสาขาวิชาและรายมหาวิทยาลัยอาจทำให้กลไกการเลือกสาขาเข้าเรียนของนักศึกษาอาจไม่สอดคล้องต่อความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน ดังนั้น แนวนโยบายเพื่อการตรวจสอบดูแลสถาบันการศึกษา จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ แต่การประมาณการและกำหนดจำนวนของผู้เรียนรายสาขานั้น จำเป็นต้องมีการศึกษามารองรับและประเมินพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้เรียน ข้อเสนอแนะงานศึกษาที่ควรดำเนินการต่อได้แก่ ระบบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา ที่นอกเหนือจากระบบการกู้ยืมเพื่อการศึกษาแล้ว ยังมีแนวทางเลือกอื่นๆ เช่น ภาษีการศึกษา (Graduate Tax)การให้คูปองเพื่อการศึกษา (Education Voucher) การใช้สัญญาของทุนมนุษย์ (Human Capital Contract) ซึ่งแนวทางต่างๆ เหล่านี้อาจนำมาใช้แบบผสมผสานโดยขึ้นกับลักษณะของกลุ่มเป้าหมายและการกระจายตัวของปัญหา นโยบายเหล่านี้ได้มีการดำเนินการมาแล้วในต่างประเทศหลายๆ ประเทศ แนวนโยบายเพื่อการตรวจสอบดูแลสถาบันการศึกษา จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ แต่การประมาณการและกำหนดจำนวนของผู้เรียนรายสาขานั้น จำเป็นต้องมีการศึกษามารองรับและประเมินพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้เรียน
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ |
|
โพสเมื่อ :
08 ส.ค. 54
อ่าน 23439 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |