แฉอีก’ศูนย์ผลิตป.บัณฑิต’บ้านสมเด็จฯเล็งตรวจสอบ
แฉอีก'ศูนย์ผลิตป.บัณฑิต'บ้านสมเด็จฯเล็งตรวจสอบ
อนุกรรมการรับรองหลักสูตรฯเตรียมสอบ'สถานีบริการ'ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาข้องใจผลิต ป.บัณฑิตจำนวนมาก ทั้งถูกร้องแอบตั้งศูนย์ที่จ.ชุมพร โดยไม่แจ้งคุรุสภาทำนักศึกษาเดือดร้อนขอ'ตั๋วครู'ไม่ได้ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ถึงผลสรุปการสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้บริหาร และกรรมการคุรุสภาเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต(ป.บัณฑิต) วิชาชีพครู ของมหาวิทยาลัยอีสาน(มอส.) ว่า ตนได้อ่านรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯชุดนายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการศธ. เป็นประธานแล้ว สรุปว่ามีกรรมการคุรุสภาบางคนมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องในการเปิดศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งของ มอส. แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับหลักสูตร ป.บัณฑิตวิชาชีพครูของ มอส.หรือไม่ ดังนั้น ตนจึงได้มอบหมายให้นายอภิชาติ จีระวุฒิ ปลัด ศธ. ไปดำเนินการเรื่องนี้ต่อ โดยให้ฝ่ายกฎหมายดูว่าผลการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นจะเกี่ยวข้องกับการซื้อขายใบป.บัณฑิตหรือไม่ และหากเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการฐานความผิดใดบ้าง นายธนารัชต์ สมคเณ กรรมการคุรุสภากล่าวว่า นายเพิ่ม หลวงแก้ว กรรมการคุรุสภาและประธานคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและระเบียบ ของคณะกรรมการคุรุสภา ซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลศูนย์นอกที่ตั้ง มอส. ที่โรงเรียนชุมชนหนองเรือ จ.ขอนแก่น และศูนย์สมุทรปราการจ.สมุทรปราการ จะลาออกจากการเป็นอนุกรรมการชุดเล็กของคณะกรรมการคุรุสภา 3-4 คณะ เนื่องจากท้อแท้จากการที่เป็นข่าวไปเปิดศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งของ มอส. ตนจึงได้ทักท้วงว่าน่าจะลาออกจากการเป็นประธานคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายฯเพียงคณะเดียวพอโดยให้เหตุผลว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ป.บัณฑิตก็ต้องเข้าสู่คณะอนุกรรมการด้านกฎหมายฯ อีกทั้งเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่า การสนับสนุนให้นายเพิ่มลาออกจากการเป็นประธานคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายฯ แสดงว่าการเปิดศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง มอส.ของนายเพิ่มผิดจริง นายธนารัชต์กล่าวว่า การเปิดศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง มอส.ของนายเพิ่มจะถูกกฎหมายหรือไม่ ต้องดูว่าปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยการตั้งศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ต้องตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันต่อไป นายอัษฎางค์ แสวงการ อดีตอธิการบดี มอส.กล่าวว่า ที่มีกระแสข่าวว่าผลสอบข้อเท็จจริงฯดังกล่าว มีกรรมการคุรุสภา และเจ้าหน้าที่คุรุสภามากกว่า 2 ราย เข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของ มอส.นั้น ถ้าถามตนว่าคิดเห็นอย่างไรกับผลสอบดังกล่าว ก็ตอบเหมือนเดิมว่ามีผู้บริหารคุรุสภาเกี่ยวข้องจริง เพราะมีหลักฐานใบสำคัญรับเงิน และพยานบุคคล ส่วนกรณีนายเพิ่ม และคนอื่นๆ ตนไม่ขอยืนยัน ด้านนายประเสริฐ ชิตพงศ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การอุดมศึกษา ในคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา กล่าวว่ากมธ.อุดมศึกษาฯได้ทำหนังสือถึงนายชินวรณ์ให้ส่งรายละเอียด และผลการสอบสวนเกี่ยวกับปัญหาซื่อขายใบ ป.บัณฑิตของ มอส.มาให้ กมธ.ประกอบการพิจารณาเรื่องนี้ แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้รับ ส่วนกรณีที่ผลสอบข้อเท็จจริงฯของ ศธ.ออกมาว่า มีคนในคุรุสภาเกี่ยวข้องกับการเปิดศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง มอส.นั้น หากเป็นจริง เรื่องนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนในเชิงลึก เพื่อเอาผู้บริหาร หรือกรรมการคุรุสภาที่เกี่ยวข้องมาลงโทษ โดย กมธ.อุดมศึกษาฯอาจเชิญเลขาธิการคุรุสภา หรือประธานคณะกรรมการคุรุสภามาชี้แจงเพิ่มเติม รวมทั้งในการประชุม กมธ.วันที่ 23 มิถุนายน จะเสนอให้ที่ประชุมทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการ ศธ.อีกครั้ง เพื่อให้ส่งผลการสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดมาให้ กมธ.โดยด่วน ที่นายชินวรณ์ให้ปลัด ศธ.ไปดูว่าผู้ที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับการเปิดศูนย์นอกที่ตั้ง มอส.เกี่ยวข้องกับการซื้อขายใบ ป.บัณฑิตวิชาชีพครูหรือไม่นั้นความจริงแล้ว การซื้อขายใบ ป.บัณฑิตเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ถ้าคนในคุรุสภาไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ไปเปิดศูนย์นอกที่ตั้งก็ถือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว แม้ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายใบ ป.บัณฑิต ก็ถือว่ากระทำผิด ถ้าเกี่ยวข้องการซื้อขายใบ ป.บัณฑิตด้วย ความผิดก็จะเพิ่มเป็น 2 เท่า และถ้าศูนย์ที่เปิดเป็นศูนย์เถื่อน ก็ผิดเป็น 3 เท่า หรือกรณีที่ไม่เกี่ยวกับป.บัณฑิต แต่ไปเปิดปริญญาโทด้านการศึกษานั้นก็ถือว่าผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นกัน เพราะศธ.ออกเป็นเงื่อนไขให้ผู้บริหารโรงเรียนต้องเรียนจบระดับนี้ แต่กลับไปเปิดหลักสูตรเสียเอง และถ้าเป็นศูนย์เถื่อนด้วยก็ถือว่าความผิดเพิ่ม นายประเสริฐกล่าว นายประเสริฐกล่าวด้วยว่า กรณีที่มีหลักฐานชัดเจนว่า มีผู้บริหารและกรรมการคุรุสภาเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเปิดศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งมอส. หากเป็นจริง จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาเป็นการด่วน เพราะเป็นเรื่องที่วุฒิสภาสนใจและเข้าข่ายที่วุฒิสภาสามารถลงมติถอดถอนผู้กระทำผิดที่เป็นหัวหน้าส่วนราชการได้ วันเดียวกัน ที่ สกอ. นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ในฐานะคณะกรรมการควบคุมการดำเนินการ มอส.กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมที่มีนายสมนึก พิมลเสถียร เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติให้นักศึกษาหลักสูตร ป.บัณฑิต ทั้งภายใน มอส. และศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งรวมถึงนักศึกษาปริญญาโท มอส.มาให้ข้อมูลและยืนยันข้อมูลการเรียน และการลงทะเบียนของตนเอง เพื่อเข้ารับการช่วยเหลือจากคณะกรรมการการควบคุม นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมอบให้นายสุมนต์ สกลไชย อธิการบดี มอส. ไปเร่งตรวจสอบการส่งมอบทรัพย์สิน โดยให้หาเจ้าหน้าที่บัญชี หรือผู้ตรวจสอบบัญชีที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาช่วยตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าทรัพย์สินใดเป็นของ มอส. หรือผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง และให้รายงานคณะกรรมการควบคุมทราบภายใน 45 วัน และเห็นชอบให้อธิการบดี มอส.ออกประกาศรับนักศึกษาและระบบทะเบียนนักศึกษา ซึ่งเป็นระบบที่ทางผู้บริหารชุดใหม่จัดตั้ง และควรจะมีในมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐาน อีกทั้งมีมติให้ มอส.รับนักศึกษาเท่าที่รับไว้ 289 คนเท่านั้น แหล่งข่าวจากคุรุสภาคนหนึ่ง กล่าวว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการรับรองหลักสูตร 1 ใน 7 ชุด ในคณะกรรมการคุรุสภา กำลังจะลงไปตรวจสอบ สถานีบริการ หรือศูนย์นอกที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) บ้านสมเด็จเจ้าพระยา เนื่องจากมีบัณฑิตหลักสูตร ป.บัณฑิต จากสถานีบริการ 5-6 ศูนย์ จำนวนกว่า 1,000 คน ได้ยื่นขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูกับคุรุสภา โดยเฉลี่ยสถานีบริการละ 100-200 คน ซึ่งถือว่าผลิต ป.บัณฑิตจำนวนมาก รวมทั้งมีการกล่าวหาว่า สถาบันดังกล่าวแอบตั้งสถานีบริการที่ไม่ได้ขออนุญาตใน จ.ชุมพรด้วย นายประพันธ์ นาครอด กรรมการคุรุสภากล่าวว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากนักศึกษาหลักสูตร ป.บัณฑิต ของสถานีบริการ มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ที่ไปเปิดอยู่ที่ จ.ชุมพร ซึ่งเป็นบ้านเดียวกับตนจริง โดยนักศึกษาขอให้ตนช่วยเดินเรื่องขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำเรื่องให้ แต่เมื่อตนเดินเรื่องให้ กลับได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่คุรุสภาว่าไม่สามารถออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้นักศึกษาจากสถานีบริการ มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยาที่ จ.ชุมพรได้ เนื่องจากมรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยาไม่ได้แจ้งชื่อสถานีบริการแห่งนี้มายังคุรุสภาตั้งแต่ต้น ขณะที่ในปี2554 มีนักศึกษา ป.บัณฑิต จบจากสถานีบริการแห่งนี้ 33 คน ถามว่าสถานีบริการดังกล่าวเปิดถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ผมไม่ทราบ เป็นเรื่องที่ สกอ.ต้องเข้าไปตรวจสอบ ขณะนี้ผมเป็นห่วงนักศึกษากลุ่มนี้ รวมถึงคนที่ไปทำงานอยู่ในโรงเรียนเพราะยังไม่ได้รับใบอนุญาตฯ ทั้งที่จบมาหลายเดือนแล้ว ผมได้นำปัญหานี้ไปปรึกษานายสุรินทร์ อินทรักษา รองเลขาธิการคุรุสภา รวมถึงหยิบยกไปพูดคุยในคณะอนุกรรมการติดตาม และตรวจสอบใบอนุญาตฯว่า จะช่วยเหลือนักศึกษาที่เรียนจริง และฝึกสอนจริง โดยมีหลักฐานยืนยันอย่างไรได้บ้าง ซึ่งรองเลขาธิการคุรุสภาบอกว่าจะไปดูแลให้ นายประพันธ์กล่าว นายสุพล วุฒิเสน อธิการบดี มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่า มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยามีสถานีทดลองวิชาการ ซึ่งต่างกับศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง เพราะเป็นสถานที่สำหรับส่งนักศึกษาไปทดลองวิชาการตามท้องถิ่นต่างๆส่วนจะมีจำนวนกี่แห่ง ตนจำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เคยมีผู้แอบอ้างชื่อมหาวิทยาลัยไปเปิดศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ซึ่งได้แจ้งความดำเนินคดีแล้วสำหรับกรณีสถานีบริการ จ.ชุมพร ตนขอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ถ้าพบว่าเป็นการแอบอ้างชื่อก็จะแจ้งความดำเนินคดีเช่นกัน
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |
|
โพสเมื่อ :
23 มิ.ย. 54
อ่าน 59048 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |