เด็กชายแดนใต้กับอนาคตที่เลือกได้
เด็กชายแดนใต้กับอนาคตที่เลือกได้
พลพิบูล เพ็งแจ่ม ครูต้องรักลูกศิษย์แบบไม่มีเงื่อนไข เหมือนพ่อแม่ที่รักลูกแบบไม่มีเงื่อนไข คำกล่าวประโยคนี้คงเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของคณะครูทั้ง 10 คน จากโรงเรียนส่วนกลาง จึงได้อาสาเข้าร่วมโครงการ สร้างงานสู่ทักษะการศึกษาและทักษะชีวิตของนักเรียน นักศึกษาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ณ โรงแรมซีเอสปัตตานี โดยภารกิจสำคัญคือ การแนะแนวให้ข้อมูล เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตที่เหมาะสมในอนาคต โครงการนี้จัดโดยสำนักประสานงานและบูรณาการการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 โดยคณะครู ประกอบด้วย อ.ชวิศ จิตปุณยพงศ์ รอง ผอ.รร.ราชวินิต บางเขน, อ.จุติกาญจน์ สุวรรณธาดา รร.ราชวินิต บางเขน, อ.กาญจนา กลิ่นหอม รร.สายน้ำผึ้ง, อ.อุษณีย์ ฉัตรวิทยานนท์ รร.ศรีพฤฒา, อ.ภาณี สุวรรณรักษ์ รร.มัธยมวัดเบญจมบพิตร, อ.รสนา ศิริสวัสดิ์ รร.ราชนันทาจารย์ สามเสนวิทยาลัย 2, อ.นิภาพรรณ แดงโรจน์ รร.หอวัง, อ.พูลทวี ราษฎร์เจริญสุข รร.หอวัง, อ.จันทร์เพ็ญ ฮูเซ็น รร.โยธินบูรณะ และ อ.ศิริพันธ์ พัฒรชนม์ รร.ราชวินิต มัธยม ส่วนเป้าหมายของโครงการคือ กลุ่มเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง ซึ่งปัจจุบันมีเด็กที่ได้รับการเยียวยาโดยได้รับทุนการศึกษารายปีต่อเนื่องจนถึงปริญญาตรีกว่า 5,000 คน อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับทุน แต่การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักก็เปรียบเสมือนเรือที่ขาดหางเสือ ทำให้ต้องล่องลอยไปแบบไร้ทิศทาง เด็กเหล่านั้นจึงยังต้องการผู้ใหญ่ที่จะคอยให้คำแนะนำการดำเนินชีวิต ซึ่งรวมถึงเส้นทางการศึกษาที่จะเป็นรากฐานในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ชีวิตภายภาคหน้า นายไชยทวี อติแพทย์ ผอ.สำนักประสานงานและบูรณาการการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เล่าว่า จัดโครงการเป็นครั้งที่ 3 แล้ว หมุนเวียนไปทั้งสามจังหวัด เพื่อช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เด็กในสามจังหวัดยังขาดโอกาสในส่วนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดแคลนครูแนะแนวในพื้นที่จำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าในพื้นที่ 3 จังหวัด จะมีเด็กหลุดหายจากระบบถึงปีละ 2 หมื่นคน จึงจำเป็นต้องหาทางช่วยเหลือ โดยแนวทางหนึ่งคือการให้ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นทั้งเพื่อการศึกษาต่อและเพื่อการประกอบอาชีพ เพราะหากเด็กคนใดที่ไม่สามารถเรียนได้ จริง ๆ ก็จะพอมองเห็นลู่ทางในการประกอบอาชีพได้ กิจกรรมในโครงการจึงไม่ได้มีเพียงแค่การแนะแนวศึกษาต่อเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมส่งเสริมอาชีพจากหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย อาทิ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานทั้ง 3 จังหวัด วิทยาลัยชุมชน สถาบันฮาลาล หรือแม้แต่การสอนทำชาชักที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ โดยสำนักงาน กศน.อำเภอยะหริ่ง เป็นต้น ในส่วนของการแนะแนว หลากหลายกิจกรรมมุ่งหวังให้เด็ก ๆ สามารถค้นหาตัวตนที่แท้จริงให้ได้ก่อน เช่น การทดสอบบุคลิก หรือการวัดแววความสามารถพิเศษ ซึ่งบางคนมีแววเป็นนักคิด นักกีฬา นักคณิตศาสตร์ นักภาษา นักวิทยาศาสตร์ หรือมีแววผู้นำ เป็นต้น ซึ่งคำตอบที่ได้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อ อ.ชวิศ จิตปุณยพงศ์ ในฐานะหัวหน้าคณะวิทยากร กล่าวว่า การศึกษามีทางเลือกมากมาย แต่ทุกคนมีความสามารถที่แตกต่างกัน จึงต้องรู้จักตัวเองให้ได้ก่อน แล้วเลือกเรียนให้เหมาะกับตัวตนของเรา แต่สิ่งสำคัญที่ทางโครงการต้องการเน้นย้ำคือ มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าในตัวเอง อย่าคิดว่าเราด้อยกว่าใคร ดังนั้นไม่ว่าจะเรียนจบออกไปทำอะไรก็มีประโยชน์ทุกอาชีพ ตนอยากให้เด็กรู้ว่าทุกอย่างเป็นอาชีพได้หมด เพียงแต่เราต้องรู้จักคิดนอกกรอบบ้าง การจัดกิจกรรมครั้งนี้ยังได้วิทยากรมืออาชีพอย่าง ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ นักวิชาการอิสระ มาให้ข้อคิดแบบ นอกกรอบ แต่ดูเหมือนจะกระตุกให้เด็กหลาย ๆ คน เกิดการตั้งคำถามขึ้นมาในใจทันทีว่า ที่ผ่านมาทำไมถึงต้องเดินตามเส้นทางที่คนอื่น ๆ เดินไปก่อนแล้ว ทำไมถึงไม่กล้าเดินไปตามทางที่อยากเดินเอง หรือถ้าจะเดินออกนอกทาง มันจะเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด ใครจะเป็นคนตัดสินสิ่งเหล่านี้ ดร.วิริยะ ย้ำกับเด็กทุกคนว่า ความจริงแล้วเด็กต่างจังหวัดก็เก่งเหมือนเด็กในกรุงเทพฯ เพียงแต่ขาดข้อมูลหรือรู้ช้ากว่าเท่านั้น แต่ที่สำคัญมนุษย์ทุกคนมีความฉลาดที่ต่างกัน จึงไม่มีใครเก่งกว่ากัน ดังนั้นความสำเร็จของคนจึงมีได้หลากหลาย ถ้ารู้จักคิด มีภาพในฝัน ซึ่งทุกคนต่างก็มีศักยภาพในตัวเองอยู่แล้ว ไม่มีใครได้เปรียบ ไม่มีใครเสีย เปรียบ ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ขอแค่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ทุกคนต้องมีความหวัง และรู้จักตัวเองถือว่ามีค่าที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของการเรียนควรเรียนในสิ่งที่ชอบหรือมีความถนัด ต้องค้นหาตัวเองให้ได้ จึงจะมีความสุขกับการเรียน ทุกวันนี้เวลาในโรงเรียนได้พรากสิ่งดี ๆ ไปจากชีวิต เพราะการสอนสร้างความเครียด ห้องเรียนไม่สนุก ครูชอบสั่ง มีแต่การบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ มีกฎระเบียบมากมาย แม้แต่การสอบก็เป็นแค่การท่องจำเข้าไปตอบ สอบเสร็จแล้วก็ลืม ไม่ได้ทำให้เกิดการพัฒนาอะไรเลย ผมจึงอยากให้การสอบเปลี่ยนไป โดยสามารถนำหนังสือเข้าไป ในห้องสอบได้ด้วย หรือนักเรียนช่วยกันทำข้อสอบได้ เพราะการศึกษาไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน แต่ต้องเป็นการแบ่งปัน เพียงแต่ข้อสอบจะต้องเปลี่ยนไป ไม่ใช่วัดกันที่ความจำ แต่ต้องวัดที่ความเข้าใจและความคิดเห็น ข้อสอบที่ดีจึงไม่ควรมีเฉลย รวมถึงไม่ควรนำเอาเกรดมาเป็นตัววัดความฉลาดหรือโง่ด้วย เพราะคนเราถนัดต่างกัน การวัดผลก็ต้องมีวิธี การที่หลากหลาย เช่น บางคนรู้วิชาการแต่ไม่รู้ชีวิตก็ถือว่าไม่ฉลาด ปัจจุบันเรามีถึง 147 มหาวิทยาลัยจึงไม่ต้องห่วงแย่งกันเข้า มีแต่มหาวิทยาลัยจะแย่งกันรับ แต่มหาวิทยาลัยกลับเปลี่ยนไปในทางลบ บางแห่งเปิดสอนสะเปะสะปะไม่ดูตลาดแรงงาน นักเรียนก็กลายเป็นเหยื่อ เหมือนทำมาหากินกับเด็ก ผมจึงสงสัยว่าไม่มีใครรักเด็กแล้วหรือ หรือมีแต่นางงามที่รักเด็ก ดร.วิริยะ ตั้งคำถามไปถึงผู้บริหารสถานศึกษา ดร.วิริยะ ยังได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจไว้ว่า เราควรเลือกเรียนใน 4 วิชา คือ 1. วิชาชอบ ถ้าชอบอะไรก็แบ่งเวลาไปเรียนวิชาชอบ เช่น ตีกอล์ฟ แต่งหน้า แม้แต่เล่นเกม 2. วิชาชีพ คือการทำงาน หรือเรียนรู้อาชีพของครอบครัว เพื่อให้รู้จักทำมาหากินให้เป็น 3. วิชาช่วย เช่น ภาษาอังกฤษ ที่จะช่วยในการหาความรู้ทางอินเทอร์เน็ต และ 4. วิชาใช่ ฝึกความอดทน ซื่อสัตย์ เพื่อเป็นคนดี และเมื่อเรียนแล้วจะต้องเก่งให้ได้ 5 อย่าง จะช่วยให้มีงานทำ ได้แก่ เก่งภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ, เก่งประสาน, เก่งเชี่ยวชาญ คือการทุ่มเทรู้จริงในเรื่องที่ชอบ, เก่งคิด และเก่งดำเนินชีวิต ในตอนท้าย ดร.วิริยะ ได้ฝากไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองว่า ต้องเลิกคาดหวังในตัวลูก ควรปล่อยให้ลูกได้เดินไปในสิ่งที่ชอบและถนัด เลิกใส่ใจเกรดเพราะคนเราเก่งต่างกัน จะให้เก่งเท่ากันไม่ได้ รวมทั้งต้องเลิกคิดแข่งขัน เพราะการศึกษาคือการแบ่งปัน และที่สำคัญเลิกติว เพราะการบังคับให้ลูกไปติวในวิชาที่ไม่ชอบจะยิ่งทำให้ไม่มีความสุข ด.ญ.อามีเนาะ อาแว วัย 13 ปี ชั้น ม.2 รร.บ้านบาตู อ.บาเจาะ นราธิวาส ที่เดินทางไกลกว่า 100 กิโลเมตร เพื่อมาร่วมกิจกรรม เล่าอย่างตื่นเต้นหลังผ่านการวัดแววว่า ตนมีแววนักคณิตศาสตร์ ซึ่งตรงกับนิสัยที่ชอบเรียนเลขอยู่แล้ว ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น โดยในอนาคตตนอยากเป็นพยาบาล ในขณะที่ น.ส.กาญจนา สองแก้ว อายุ 17 ปี ชั้น ม.5 รร.คณะราษฎรบำรุง 2 อ.เมือง ยะลา บอกว่า การมาร่วมกิจกรรมทำให้ได้รับข้อมูลมากมาย ช่วยให้ตัดสินใจได้เลยว่า ควรเลือกทางเดินชีวิตต่อไปอย่างไร แม้ที่บ้านอยากให้เป็นครู แต่ตนตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเรียนนิติศาสตร์ เพราะรู้ใจตัวเองแล้วว่าอยากเป็นทนายความ ก็ผ่านไปอีกครั้งสำหรับกิจกรรมดี ๆ เพื่อเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะจัดได้ไม่บ่อยนัก แต่อย่างน้อยก็ยังมีเด็กส่วนหนึ่งที่ได้ประโยชน์จากกิจกรรมนี้ และที่สำคัญโครงการนี้ยังเป็นการแสดงให้เด็ก ๆ ได้รับรู้ว่า ยังมีคนที่ห่วงใยเขาอยู่.
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ |
|
โพสเมื่อ :
20 ก.ย. 54
อ่าน 44380 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |