รายงาน: อาสาสมัคร กศน. รุกสอนหนังสือ ’ซาไก มันนิ’
รายงาน: อาสาสมัคร กศน. รุกสอนหนังสือ 'ซาไก มันนิ'
กฤษฎา บิลเกษม ในจังหวัดตรัง มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายอาศัยอยู่ร่วมกัน ในอดีตจะแบ่งกลุ่มชนเป็น ชาวดอน กลุ่มชนที่อยู่บนผืนแผ่นดิน ริมป่าเขา กลุ่ม ชาวเลที่อาศัยอยู่ริมทะเล และยังมีกลุ่ม ชาวหลาด หรือกลุ่มชนที่อพยพเข้ามาอยู่ในชุมชนเมืองและทำการค้าขายในตลาด ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ คือ ซาไก มันนิ หรือ เงาะป่านั่นเอง กลุ่มชาติพันธุ์ ซาไก มันนิ อาศัยอยู่บริเวณรอยตะเข็บชายแดนระหว่างจังหวัดตรังและพัทลุง อาศัยบนเทือกเขาบรรทัด อาชีพส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม ทำไร่เลื่อนลอย เมื่อหมดฤดูเก็บเกี่ยวหรือหมดผลผลิต ก็มักจะเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน อาศัยไม่เป็นหลักแหล่ง ปัจจุบันการยึดถือครองที่ดิน ทั้งการออกเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน นโยบายโฉนดชุมชน ทำให้ชาวซาไกไม่สามารถเคลื่อนย้ายถิ่นฐานได้อย่างอิสระเหมือนเมื่อก่อน อีกทั้งการทำมาหากินไม่สะดวกเหมือนก่อนเช่นกัน มีนายทุนเข้าไปบุกรุกป่าสงวนฯ และยึดถือครองที่ดิน จึงมีการรวมกลุ่มปักหลักถิ่นฐานบนเทือกเขาบรรทัด จากข้อมูลของ นายไมตรี อินทุสุตอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พบว่าชนเผ่าเงาะป่าใน จ.ตรัง จะอาศัยในพื้นที่อำเภอปะเหลียน อยู่ 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มคลองตง หมู่ 2 ต.ปะเหลียน กลุ่มควนไม้ดำ หมู่ 2 ต.ปะเหลียน กลุ่มเจ้าพระ หมู่ 14 ต.ปะเหลียน และกลุ่มท่าเขา หมู่ 5 ต.ลิพัง อ.ปะเหลียน จากการสำรวจประชากรชนเผ่าซาไก มันนิ ในพื้นที่ จ.ตรัง เมื่อปี พ.ศ.2522 มีจำนวน 99 คน โดยวิถีชีวิตชอบความเป็นอิสระ มีการอพยพย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้ง ทำให้กลุ่มเผ่าซาไก มันนิ ตกหล่นจากการสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนราษฎรของหน่วยงานรัฐ ทำให้ไร้สัญชาติ และขาดซึ่งสิทธิในสวัสดิการสังคมและหน้าที่ แต่กระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองได้จัดให้มีการเพิ่มชื่อบุคคลในทะเบียนบ้านตามความประสงค์และสมัครใจของชาวซาไก ตั้งชื่อสกุลให้ว่า ศรีปะเหลียน เมื่อเร็วๆ นี้ ครูอาสาสมัครกลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วย ครูอาสาสมัคร สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และนักศึกษาที่มีจิตอาสาได้ประสานงานกับผู้นำชุมชน โดยเฉพาะกำนันตำบลปะเหลียน อำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ภูเขาดงดิบเพื่อส่งเสริมการอ่านและสอนภาษาไทย อีกทั้งสอนวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมความเป็นอยู่ของคนในสังคมเมือง เพื่อให้ชาวซาไก ได้เรียนรู้และรู้จักปรับตัวเข้ากับสังคมไทย พร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้ แต่ก็ยังคงดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตความ เป็นอยู่ วัฒนธรรม ภาษาพูดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พวกเราใช้เวลาในการเดินทางจากถนนสายปะเหลียนมุ่งเข้าสู่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ลัดเลาะไปตามเส้นทางเล็กๆ ผ่านลำห้วย ผืนป่าดงดิบ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ หน้าผา และความสูงชันของภูเขา บางครั้งต้องหยุดพักระหว่างทาง รับประทานอาหารว่างและเครื่องดื่ม เพื่อออมแรงไว้เดินทางต่อ ในช่วงฤดูฝน ก็ต้องเดินผ่านลำน้ำ กระแสน้ำค่อนข้างเชี่ยวและคอยสังเกตสีของน้ำ และฟังเสียงกระแสน้ำไหลจากภูเขาตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของทุกคน โดยการเดินทางครั้งนี่ใช้เวลากว่าสองชั่วโมง ก็ถึงหมู่บ้านชาวซาไก ชาวซาไก มันนิ สนใจในการเรียนรู้ภาษาไทย โดยเฉพาะผู้นำชุมชนที่มีความกระตือรือร้นที่อยากให้ลูกหลานของเขาได้มีความรู้ ต่อไปชีวิตจะได้ไม่ลำบาก เพราะสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงไป การดำรงชีพที่มีขอบเขตจำกัดไม่เหมือนก่อน พวกเราเข้าไปสอนหนังสือ ไม่ได้เข้าไปยึดผืนป่าที่เขาอาศัยอยู่ มีความจริงใจให้กัน เราได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เด็กๆ ชอบที่จะเรียนหนังสือ คุณครูสอนสนุก มีเทคนิคและมีรางวัลให้เมื่อสามารถตอบคำถามของครูได้ เป็นการกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความกระตือรือร้นและสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เราสอนภาษาไทย อังกฤษ มลายูบ้าง เพื่อให้ชาวซาไก ได้เตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน นอกจากนี้แล้วที่สำคัญยังได้สอนให้ชาวซาไกมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เราแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำอาหารของชาวซาไกและชาวเมือง มีการสอนให้ใช้ช้อนส้อม การรู้จักสุขลักษณะอนามัย สอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ขณะนี้พวกเราครูอาสาสมัครเริ่มต้นจัดกระบวนการเรียนรู้ เสริมทักษะการอ่าน พูด ฟัง เขียน ให้กับกลุ่มซาไก มันนิ แล้ว แม้จะมีความเหนื่อยยากลำบากบ้าง แต่ทีมงานจิตอาสาก็ไม่ย่อท้อ พร้อมที่จะให้ความรู้และถ่ายทอดความรู้ให้แก่ประชาชนผู้ไม่รู้หนังสือ ผู้ด้อยโอกาส...
--มติชน ฉบับวันที่ 2 พ.ย. 2555 (กรอบบ่าย)-- |
|
โพสเมื่อ :
01 พ.ย. 55
อ่าน 1775 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |