ประชาคมอาเซียนมหาวิทยาลัยไทยทำอะไรอยู่?
ประชาคมอาเซียนมหาวิทยาลัยไทยทำอะไรอยู่?
ชลวิทย์ เจียรจิตต์ ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาตรฐานการรับรู้ว่าจะเกิดประชาคมอาเซียนคนไทยรับรู้ตื่นตัวอยู่ในระดับกลาง หมายถึงถามคน 10 คน ทราบไหมว่าจะเกิดประชาคมอาเซียนปี พ.ศ.2558 จะรับรู้เพียงแค่ 3-4 คน ขณะที่สิงคโปร์รับรู้ 8-7 คน เวียดนาม 6-7 คน ประเด็นสำคัญมากกว่าการรับรู้คือการตื่นตัวต่อเรื่องที่จะเกิดขึ้น ตอบว่าจำเป็นอย่างมาก อย่าลืมว่าสยามประเทศคือผู้ร่วมก่อตั้งหลักให้เกิดประชาคมอาเซียน ในการประชุมครั้งแรกประเทศไทย 2510 จาก 5 ประเทศ อาเซียนมีจุดเริ่มต้นจากสมาคมอาสา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2504 โดยไทยมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ได้ถูกยกเลิกไป ต่อมาในปี พ.ศ.2510 ได้มีการลงนามใน ปฏิญญากรุงเทพอาเซียนได้ถือกำเนิดขึ้นโดยมีรัฐสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศ เพื่อความร่วมมืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม วัฒนธรรมใน 5 ประเทศนี้ รวมทั้งการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ จากนั้นหลัง พ.ศ.2527 ถึงปัจจุบัน อาเซียนมีรัฐสมาชิกเพิ่มขึ้นจนมี 10 ประเทศในปัจจุบัน และมีการดำเนินการเรียกว่า กฎบัตรอาเซียนได้มีการลงนามเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2551 ซึ่งทำให้อาเซียนมีสถานะคล้ายกับ สหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้นเขตการค้าเสรีอาเซียนได้เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2553 และกำลังก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งจะประกอบด้วยการร่วมมือสามด้าน คือ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจอาเซียน และด้านสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน สิ่งสำคัญคือ เราต้องเดินหน้าและเตรียมรับความเท่าทันทั้ง 3 ด้าน การตระหนักรู้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการตื่นตัวโดยเฉพาะสถาบันที่จะขับเคลื่อน น่าจะเป็นเจ้าภาพหลักคือ สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอุดมศึกษาทั้งหมด สถาบันระดับอุดมศึกษาไทยมากกว่า 160 แห่ง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน จำเป็นต้องตื่นตัวอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะการส่งสัญญาณ การมุ่งมั่น การสร้างความเข้าใจ การสร้างหลักสูตรให้สอดคล้องกับการแข่งขันก้าวทัน พร้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีก 4 ปีข้างหน้า หลายแห่งขับเคลื่อนบ้างแล้วมศว ตั้งหน่วยงาน จุฬาลงกรณ์ ธรรมศาสตร์มหิดล เกษตรศาสตร์ สวนดุสิต เริ่มมีกรอบการเสวนาให้เห็นหลายมิติ แม้สถาบันสงฆ์ มหาจุฬาฯเริ่มแลกเปลี่ยนนักศึกษา มหาวิทยาลัยเอกชนตื่นตัวพอควร เช่น มหาวิทยาลัยศรีปทุม ม.นอร์ทกรุงเทพม.หัวเฉียว มีแลกเปลี่ยนอาจารย์ นิสิต และอีกหลายแห่ง สำคัญคือทิศทางจากกระทรวงศึกษายังไม่เปิดเกมชัด เมื่อหลักไม่ชัดเจน จึงทำได้แบบตัวใครตัวมัน งบประมาณเจียดไปเจียดมา การพัฒนาต้องเริ่มก้าวตั้งแต่ เมื่อจับมือเมื่อปี2551 เชื่อไหมว่ามีผู้บริหารระดับกระทรวงกรม ยังงง มันคืออะไร สำคัญเช่นใด จะทำอะไรตื่นตัวไปทำไม ก็อนิจจาเมืองไทยแน่ เราคิดแบบอยู่กับที่ ไม่คิดไปข้างหน้าแบบ สตีฟ จ็อบส์ ที่เพิ่งเสียชีวิตไป เขามองข้ามไปอีก 10 ต้องทำอะไร กระบวนทัศน์ การให้ความรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง บริหารกระทรวงศึกษา ผู้ใหญ่ ผู้น้อย ทุกระดับต้องทำงานเหมือนเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการตื่นตัวมากกว่าทุกกระทรวง และใช้สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะอุดมศึกษาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักอย่างมีประสิทธิภาพ เอาเป็นว่าทำความเข้าใจให้กับมันสมองของประเทศก่อนว่าประชาคมอาเซียนคืออะไร สำคัญอย่างไร จากนั้นออกไป ส่งต่อนักศึกษา ประชาชนสร้างความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง 4 ปีข้างหน้า สิ่งที่ฝากผู้บริหารทุกระดับ การเปิดตัวเพื่อการเตรียมความพร้อม (MOU) ข้อตกลงความร่วมมือ ร่วมกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคอาเซียนเป็นสิ่งจำเป็น การเริ่มต้นที่ดีมีทิศทาง การพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณภาพมากกว่าแนวคิดเพื่อให้ดำรงอยู่ได้ ขณะที่ครูอาจารย์มีโหลดงานสอน วิจัย ก็มากไป อะไรพัฒนาความร่วมมือทิศทางใดได้บ้าง หากลงลึกของกระทรวงศึกษา คือ สกอ. การดูแลกำกับทิศทางงบประมาณของการทำงานเชิงรุกด้านนี้ตั้งไว้หรือไม่ ระดับใด งบประมาณ สกอ.อยู่นิ่งมา 5 ปีแล้ว คือ 70,000 กว่าล้าน ขณะที่งบฯทหารเมื่อ 5 ปีก่อนปฏิวัติ งบประมาณพอๆ กันแต่ปัจจุบันงบฯทหารมากกว่า 16,000 ล้านบาทสิ่งนี้ภาคบริหารการเมืองต้องตระหนักเป็นพิเศษ การขับเคลื่อนของกระทรวงศึกษาต้องเร่งและรุกไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่ การเปิดประเด็นสาธารณะเรื่องการเปิดเทอม ปิดเทอมตรงกันของประธาน ทปอ.โดย รศ.ประสาท สืบค้าถือว่าสร้างสรรค์กับพื้นที่สื่อ อย่างน้อยมีประเด็น เพราะทำให้ครูอาจารย์เต่าล้านปีมาถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นเหรอ? การรณรงค์ให้การทำวิจัยเรื่องนี้เป็นเรื่องต้องเร่ง ด่วน เร็ว แรงประเภทงานถึง เงินถึง องค์ความรู้ได้มาต้องบูรณาการเสริมสร้างให้มีมาตรฐานอย่างมีมิติ ปฏิบัติได้ ประเทศสิงคโปร์มีมหาวิทยาลัย 4 แห่ง ขณะนี้ถึงขั้นมีกระบวนการจัดวางคน วางงาน วางทิศทางเป้าหมายเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้กับนักศึกษาเพื่อพร้อมรับการแข่งขันทุกๆ ด้านกับประชาคมอาเซียน2015 อย่างมีประสิทธิภาพ การฟื้นตัวหลายประเทศ เช่น มาเลเซียเวียดนาม แม้ประเทศลาวเพื่อนบ้านช่วงหนึ่งจากการสำรวจพบว่า คนตระหนักรู้มากกว่าประเทศไทยสิ่งที่สถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยไทยต้องทำเร่งด่วนคือ1.ตั้งสถาบันอันเกี่ยวเนื่องกับประชาคมอาเซียนศึกษา ด่วนที่สุด ให้ทุกส่วน ครู อาจารย์ นิสิตมีกิจกรรมเคลื่อนไหวในทุกทิศทาง จัดงบประมาณเพื่อสร้างงาน จัดการด้านหลักสูตร กิจกรรมด้านอาชีพ การผลิตด้านประสิทธิภาพทางการศึกษาภาษากลาง คือ ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน 2.สร้างแนวคิดด้านการประสานติดตั้งการทำความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศประชาคมอาเซียนทั้ง 10 ประเทศอย่างจริงจัง เน้นด้านงานวิจัย ความร่วมมือทางวิชาการ วิชาชีพ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม นวัตกรรม การแลกเปลี่ยนหลักสูตรพื้นฐาน การทดสอบมาตรฐานของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ตลอดจนการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนิสิต-อาจารย์ ในภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม 3.ผลักดันให้เกิดชุมชนการเรียนรู้ LC (Leaning Community) ระหว่างกันภายในประเทศ เป็นแม่งานจัดสมาคมทางวิชาการในระดับชาติและนานาชาติ เช่น หลายมหาวิทยาลัยของรัฐหลายแห่งขับเคลื่อนแล้ว สพฐ. มีการจัดประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่งดำเนินการเต็มที่ 4.รมต.ศึกษาต้องสั่งเป็นนโยบายเร่งด่วนขอความร่วมมือสื่อทุกช่อง ขับเคลื่อนร่วมกับทุกแท่ง โดยเฉพาะ สกอ. ให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพการบริหารจัดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการศึกษาวิชาการ ด้านความมั่นคงและด้านประชากรมนุษย์ในมิติการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพโดยเน้นแบ่งกรอบการบริหารจัดการระดับมหาวิทยาลัย ด้านอาชีวศึกษา ตลอดถึงการบริหารจัดการด้านการสร้างองค์ความรู้ในชาติให้กับสังคมไทยตระหนัก เน้นสู่การร่วมของการค้นคว้า ขับเคลื่อนอย่างมีปรากฏการณ์ มหาวิทยาลัยหลายแห่งขับเคลื่อนแล้ว แต่ยังไม่แรงพอให้เกิดมิติทางสังคม ฝากวอนให้เตรียมการทำ เร่ง ขับเคลื่อนอย่างเต็มที่เพื่อให้รู้สึกดีว่าเราคือสมองของชาติ ร่างกายดีเพราะสมองดี ขงจื๊อกล่าวว่า หนทางไกลหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรก อีกมหาบุรุษท่านหนึ่ง อับราฮัม ลินคอร์น กล่าวว่า ผมเป็นคนก้าวช้าๆ แต่ไม่เคยก้าวถอยหลังฝันว่า 4 ปีข้างหน้า ประชาคมอาเซียนไทยไปไกลพร้อมแน่นอน
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |
|
โพสเมื่อ :
11 ต.ค. 54
อ่าน 42106 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |