สภาการศึกษาชู 4 ข้อเสนอทำอย่างไรให้นักเรียนไทยมีคะแนน PISA สูงขึ้น




      

สภาการศึกษาชู 4 ข้อเสนอทำอย่างไรให้นักเรียนไทยมีคะแนน PISA สูงขึ้น

 

          ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาผลคะแนนการสอบวัดความรู้และคุณภาพของเด็กไทยทั้งประเทศต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่ก็ผ่านเกณฑ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างเช่นผลคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) การทดสอบแบบวัดความถนัดทั่วไป (GAT) และ การทดสอบแบบวัดความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) ในรอบ ปีที่ผ่านมาพบว่าคะแนนหลายวิชาต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งเรื่องนี้ นายพงศ์เทพ  เทพกาญจนา  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญโดยมอบหมาย ให้ทุกหน่วยงานใน ศธ.ร่วมมือกันวิเคราะห์ปัญหาและจัดทำยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคุณภาพนักเรียนไทยให้ทัดเทียม นานาประเทศที่สำคัญเพื่อให้คะแนนการสอบวัดผลของเด็กไทยทั้งการวัดผลภายในประเทศต่างระดับนานาชาติเพิ่มสูงขึ้น
          รวมถึงผลคะแนนการประเมินระดับนานาชาติอย่างโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment: PISA) ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาถือว่าประเทศไทยยังอยู่ในอันดับท้ายๆ โดยตลอดเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ ที่ดำเนินการโดยองค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เพื่อประเมินคุณภาพการศึกษาว่าประเทศที่เข้าร่วมโครงการได้เตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนอายุ 15 ปีที่เรียนในสถานศึกษาทุกสังกัดของประเทศ ในด้านความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการเป็นประชาชนที่มีคุณภาพในอนาคตและมีส่วนร่วมสร้างสังคมเพียงใดหรือไม่
          หลายคนคงทราบว่าโครงการ PISA ทำการประเมิน ทุก 3 ปี โดยประเทศไทยมีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นศูนย์ประสานงาน รวมถึงเป็นผู้เตรียมการออกข้อสอบ วิเคราะห์ประเมินผลและแปลข้อสอบเป็นภาษาไทย แน่นอนว่าการประเมินจะไม่เน้นความรู้ในห้องเรียนโดยตรง แต่เน้นสมรรถนะในการนำความรู้ และทักษะที่ได้รับจากโรงเรียนไปใช้ในชีวิตจริงในอนาคต 3 ด้านคือ การรู้เรื่องการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในการประเมินแต่ละครั้งจะให้น้ำหนักความสำคัญแต่ละด้านสลับกันไป อย่างเช่นปี 2543 วิชาที่เน้นเป็นหลัก คือ การอ่าน ปี 2546 เน้นวิชาคณิตศาสตร์และปี 2549 เน้นวิชาวิทยาศาสตร์ ปี 2552 เน้นการอ่าน ขณะที่ปี 2555 เน้นวิชาคณิตศาสตร์
          นอกจากนี้การประเมินผลตามโครงการ PISA นั้น ได้กำหนดระดับความรู้และทักษะเป็น 6 ระดับคือ ระดับ 1-6 โดยกำหนดให้ระดับ 2 เป็นระดับพื้นฐานที่ผู้เรียนเริ่มแสดงว่ารู้ และพอจะใช้ประโยชน์จากความรู้ในการดำรงชีวิตได้
          จากการวิเคราะห์ผลการประเมินตามโครงการ PISA ของประเทศไทย ในตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 พ.ศ.2546 พ.ศ.2549 และพ.ศ.2552 พบว่า ประเทศไทยอยู่ในระดับ 2 มาโดยตลอด และมีคะแนนเฉลี่ยที่น้อยกว่าคะแนนเฉลี่ยนานาชาติทั้ง 3 ด้าน อีกทั้งเมื่อพิจารณาอันดับของไทยเมื่อเทียบกับประเทศที่เข้าร่วมโครงการก็พบว่าไทยจะอยู่อันดับท้ายๆ มาโดยตลอดเช่นกัน
          อย่างเช่นในปี2552 มีประเทศเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 65 ประเทศ ผลการประเมิน 3 ด้านคือ การอ่าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ พบว่า ด้านการอ่าน คะแนนเฉลี่ยนานาชาติอยู่ที่ 493 คะแนน ประเทศไทยได้ 421 คะแนน อยู่ในอันดับช่วงที่ 47-51 ด้านคณิตศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 496 คะแนน ไทยได้ 419 คะแนน ช่วงอันดับ 48-62 และด้านวิทยาศาสตร์ 501 คะแนน ไทยได้ 425 คะแนน อยู่ในอันดับช่วงที่ 47-49 ซึ่งผลคะแนนชี้ชัดให้เห็นว่าเด็กไทยยังต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงค่อนข้างมาก
          หลังจากผลคะแนนดังกล่าวออกมาได้มี การวิเคราะห์ผลคะแนน PISA ครั้งที่ผ่านมาพบว่าสาเหตุที่นักเรียนไทยส่วนใหญ่ได้คะแนนค่อนข้างต่ำ มาจาก
          1.นักเรียนไม่มีนิสัยรักการอ่าน ซึ่งการอ่านยังเป็นเรื่องที่ต้องบังคับหรือทำเพื่อให้ได้ สิ่งตอบแทน ทั้งในรูปของคะแนน หรือสิ่งจูงใจอื่นๆ มากกว่าการอ่านเพื่อการเรียนรู้ หรือต่อยอดความรู้ด้วยความอยากรู้ และ
          2.นักเรียนไม่คุ้นเคยกับข้อสอบในลักษณะการเขียนตอบ หรือให้คำอธิบาย หรือการตอบที่ต้องคิดวิเคราะห์ ตีความ และสะท้อนเอาความคิดของตนที่ตอบสนองต่อข้อความที่ได้อ่าน หรือข้อมูลที่ให้มา
          3.นักเรียนขาดพื้นฐานของสาระการเรียนรู้ และทักษะที่จะใช้ในการเรียนต่อระดับสูง โดยเฉพาะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะมีเนื้อหาที่ต้องเรียนตามหลักสูตรมากมาย แต่กลับเป็นเนื้อหาที่จำเป็นในการประกอบอาชีพในอนาคตของคนส่วนน้อย นอกจากนี้เวลาเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาที่ส่งเสริมศักยภาพในการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา หรือสร้างคำอธิบายก็มีน้อยเกินไป ซึ่งมีเวลาเรียนเพียง 8% ของเวลาเรียนทั้งหมด ในขณะที่ค่าเฉลี่ยนานาชาติ เป็น 12%
          4. คุณภาพของโรงเรียนแตกต่าง และเหลื่อมล้ำกันตามสังกัดและพื้นที่ อันเกิดจากคุณภาพครู ความพร้อมของวัสดุอุปกรณ์ในการเรียน
          และ 5.คุณภาพการสอนของครูยังเป็นผู้บรรยายให้ความรู้มากกว่าการเป็นผู้บริหารจัดการความรู้ หรือผู้ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน
          สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะหน่วยงานนโยบายด้านการศึกษา เห็นความสำคัญของการที่จะทำให้นักเรียนไทย มีคะแนน PISA สูงขึ้น โดยตั้งเป้าหมายในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียนให้อยู่ในระดับ 1 ใน 20 ประเทศภายในปี พ.ศ. 2562 โดยการจะไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้ จำเป็นต้องมี การพัฒนาและยกระดับศักยภาพครูผู้สอนเพื่อขยายผลไปสู่ผู้เรียน ในลำดับต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมด้วยวิธีการดังนี้
          1. สำรวจและรวบรวมข้อมูลต่างๆ อาทิเช่น คะแนนเฉลี่ยรายวิชาของนักเรียนในประเทศต่างๆ สถานศึกษาต้นแบบ (Best Practice) ซึ่งมี ครู ที่สามารถสร้างกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งผลให้ผู้เรียน มีคะแนนเฉลี่ยได้ระดับมาตรฐานนานาชาติ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการดำเนินการตามโครงการ โดยขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
          2. วิเคราะห์ข้อมูลที่สำรวจและรวบรวมได้จากสถานศึกษาต้นแบบ (Best Practice) เพื่อสังเคราะห์ และสรุปถึงสาเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อคะแนนเฉลี่ยรายวิชา จากนั้นจัดทำกรอบแนวทางในการพัฒนาครู และจัดทำคู่มือการฝึกอบรมครูเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการประเมินตามโครงการวิจัยนานาชาติ (PISA)
          3. จัดทำความร่วมมือเพื่อพัฒนาและส่งเสริมเผยแพร่ข้อมูล การวิจัย ซึ่งเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาครู คู่มือการฝึกอบรมครูเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการประเมินตามโครงการวิจัยนานาชาติ (PISA) กับหน่วยงาน องค์การ สถานศึกษา ที่เกี่ยวข้อง
          4. ส่งเสริมหน่วยงาน องค์การ สถานศึกษาที่เกี่ยวข้อง พัฒนาครูโดยใช้คู่มือที่ได้จากการวิจัยฯ และใช้วิทยากรซึ่งเป็นครูผู้สอนจากสถานศึกษาต้นแบบ (Best Practice) ที่นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านสูงกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ ตามโครงการวิจัยนานาชาติ (PISA)
          จากสถานการณ์การศึกษาในยุคปัจจุบันเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือร่วมใจอย่างจริงจังที่จะพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่สำคัญเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้คะแนนเฉลี่ย PISA ของเด็กไทยเพิ่มสูงขึ้นและขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคตอันใกล้...
          สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โทรศัพท์ 0-2668-7123 ต่อ 1326, 1340 www.onec.go.th

          --มติชน ฉบับวันที่ 1 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 28 ก.พ. 56   อ่าน 1969 ครั้ง      คำค้นหา :