ลดที่นั่งม. 1 อ้างตัดไฟ ’คอขวด’ ม. 4 นักวิชาการติง ’เคลียร์ให้ชัด’ แก้ปัญหานักเรียนข้ามเขตไม่ได้




      

ลดที่นั่งม. 1 อ้างตัดไฟ 'คอขวด' ม. 4 นักวิชาการติง 'เคลียร์ให้ชัด' แก้ปัญหานักเรียนข้ามเขตไม่ได้

 

          ศึกษาธิการ * ชินภัทร อ้างต้องลดที่นั่งเด็ก ม.1 ใน 280 โรงเรียนดัง เพราะเกิดปัญหาสถานการณ์คอขวดในช่วงชั้น ม.ปลาย พร้อมมอบเขตพื้นที่ฯ ทำข้อตกลงเกลี่ยเด็กให้ รร.ใกล้เคียง รวมทั้ง รร.สังกัด กทม.ด้วย ด้านอดีตคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ สพฐ. ต้องชัดเจนว่าจะลดหรือเพิ่มในส่วนไหน ต้นทางหรือปลายทาง หากทำแบบเหมารวมคงแก้ปัญหารจราจรนักเรียนเรียนข้ามเขตพื้นที่ฯ ไม่ได้
          นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ประกาศ สพฐ.ถึงโรงเรียนอัตราแข่งขันสูง กรณีลดสัดส่วนห้องเรียนมัธยมต้น เพิ่มห้องเรียนมัธยมปลาย เพื่อแก้ปัญหาการรับนักเรียนชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 ระยะยาวว่า หากเราย้อนดูข้อมูลก่อนหน้านี้จะพบว่าเด็กที่สมัครเข้าเรียนชั้น ม.1 จะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเป็นการเริ่มต้นเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา อย่างนักเรียนที่จบชั้น ป.6 มาจากโรงเรียนที่หลากหลาย ได้มีการแข่งขันตามกติกา แม้สุดท้ายจะมีบางคนไม่ผ่านการคัดเลือก และถูกเกลี่ยไปโรงเรียนอื่นๆ ก็ยังไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่หากเป็นนักเรียนชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 โดยเฉพาะกรณีนักเรียนเดิม ก็จะพบปัญหาอย่างปีที่ผ่านมา ซึ่งเราก็นำมาเป็นบทเรียน
          หากเรารับเด็ก ม.1 จำนวนเยอะเกินไป อีก 3 ปีก็จะมาเป็นคอขวดที่ชั้น ม.4 ซึ่งเป็นปัญหาแน่ ฉะนั้นเราจะต้องพิจารณารับเด็ก ม.1 ให้พอเหมาะ ซึ่งควรพิจารณาดำเนินการตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งนี้ เป็นหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนอัตราแข่งขันสูงจะต้องไปประสานกับโรงเรียนในเขตพื้นที่ฯ ใกล้เคียง และโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีอยู่ 400 แห่ง ให้ช่วยรับนักเรียนชั้น ม.1 เพื่อเป็นการกระจายนักเรียนให้กว้างขึ้น นายชินภัทรกล่าว
          เลขาธิการ กพฐ.กล่าวถึงข้อกังวลกรณีลดจำนวนรับ ม.1 น้อยลง จะทำให้มีการเรียกรับเงินบริจาคสูงขึ้นหรือไม่ ว่า เรื่องนี้ตนได้ย้ำทุกปีเรื่องการบริจาคเงินเพื่อแลกกับที่นั่งเข้าเรียน ว่าเป็นการขัดต่อระเบียบและกฎหมาย ดังนั้นจะไม่มีการระดมและบริจาคอะไรในช่วงการรับนักเรียน และตอนนี้ก็มีองค์กรและหลากหลายหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบอยู่แล้ว
          สำหรับการรับสมัครของโรงเรียนนั้น นายชินภัทรกล่าวว่า ยังคงเป็นวันที่ 14-18 มี.ค.ตามเดิม ทั้งการรับนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 แม้ว่านักเรียนจะต้องใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต มากำหนดเป็นสัดส่วนการคัดเลือกเข้า แต่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มีกำหนดประกาศคะแนนสอบโอเน็ตวันที่ 15 มี.ค.นี้ก็ตาม โดยตนได้นัดประชุมผ่านระบบวิดีโอทางไกลร่วมกับผู้อำนวยการ รร.อัตราแข่งขันสูง 280 โรงทั่วประเทศ และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทั้ง 42 เขต เพื่อชี้แจงแนวปฏิบัติการรับนักเรียนให้เป็นไปในทางเดียวกัน เนื่องจากหลังประกาศผลโอเน็ต 2 ชั่วโมง ทางโรงเรียนสามารถเข้าไปดูคะแนนโอเน็ตของนักเรียนที่มาสมัครก่อนหน้านี้ได้ โดยให้เข้าไปที่เว็บไซต์ของ สทศ.  www.niets.or.th เข้าไปที่เมนู  RPS จากนั้นกรอกเลขประจำตัวประชาชนของนักเรียนเป็นรายคน เพื่อนำคะแนนโอเน็ตมาใช้ในการพิจารณาต่อไป
          ด้าน ศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี อดีตคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการเปิดโอกาสให้นักเรียนชั้น ม.3 ได้ขึ้นเรียนชั้น ม.4 ตามความต้องการ เพราะปัจจุบันเราควรส่งเสริมให้บุตรหลานจบการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาตรี แต่สำหรับนโยบายลดห้องเรียน ม.ต้น เพิ่มห้องเรียน ม.ปลายนั้น มองว่า สพฐ.ต้องชัดเจนว่าที่ลดให้ลดในส่วนใด ทั้งการรับในเขตพื้นที่บริการหรือนอกเขตพื้นที่บริการ หรือทั้งหมด แล้วที่เพิ่มให้เพิ่มในส่วนใด เพราะหากลดและเพิ่มแบบเหมารวมคงแก้ปัญหารับนักเรียนได้อย่างเดียว แต่ลดปัญหาการจราจรจากนักเรียนเรียนข้ามเขตพื้นที่บริการไม่ได้
          อย่างที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เราเปิดสอนตั้งแต่ ป.1-ม.6 ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีปัญหาเรื่องการรับนักเรียนเลย เพราะเราจำกัดและคัดเลือกเด็กตั้งแต่แรกเข้า ขณะที่สัดส่วนห้องเรียนแต่ละช่วงชั้นจะเท่าๆ กัน ทำให้นักเรียนที่เรียนจบแต่ละช่วงชั้นสามารถขึ้นเรียนต่อได้ 100% จนถึงจบ ม.6 ศ.ดร.ศิริชัยกล่าว.

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์



โพสเมื่อ : 13 มี.ค. 56   อ่าน 2145 ครั้ง      คำค้นหา :