ระดมแก้ปัญหาครูเอเชียปรับทัศนคติ-พัฒนาขีดความสามารถ
ระดมแก้ปัญหาครูเอเชียปรับทัศนคติ-พัฒนาขีดความสามารถ
อาจเป็นนโยบายด้านการศึกษาที่เข้มแข็งที่จะช่วยพัฒนาระบบการศึกษาอาจเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาตลอดเวลาที่จะช่วยให้การเรียนมีความสะดวกมากขึ้น หรืออาจเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐาน ที่ช่วยยกระดับการสอนให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ทั้งหมดล้วนต้องผ่านสื่อกลางอย่างครู ซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติ มีบทบาททั้งครูผู้สอน และเป็นผู้สร้างนักเรียนนักศึกษา อย่างไรก็ดี ในยุคที่ปัจจัยต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาครูจึงต้องมีความพร้อมรับมือด้วย จากการประชุมผู้นำด้านการศึกษาแห่งเอเชีย ครั้งที่ 4 ศาสตราจารย์ดร.เชง ยิน ชอง ประธานเวิลด์ เอ็ดดูเคชั่นแนล รีเสิร์ชแอซโซซิเอชั่น และคณะที่ปรึกษา บิล แอนด์ เมลลินดา เกทส์ฟาวเดชั่น กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของครูเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงในทศวรรษหน้าว่า ตั้งแต่ปี 2540-2550มีนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนมากขึ้นเติบโตขึ้นถึง 76% ภายใน 10 ปี สิ่งที่ตามมาคือการแข่งขันหางานทำด้วยจำนวนคนที่จบออกมามีจำนวนมากจึงทำให้หางานยากขึ้น ดังนั้นประเทศใดที่มีศักยภาพสูงจึงสามารถที่จะแข่งขันได้ เพราะอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีการปฏิรูปการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้แบบใหม่ ส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถคิดได้หลายรูปแบบ ทั้งความคิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รวมถึงการคิดภาพอนาคตของผู้เรียนเอง อย่างไรก็ดี รูปแบบของการศึกษาจะต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ที่พร้อมท้าทายครูให้ต้องรับผิดชอบผู้เรียนโดยตรง ฉะนั้นจึงต้องคิดว่าครูจะปรับตัวอย่างไรกับการปฏิรูปการศึกษาที่จะต้องเปลี่ยนแปลง ศาสตราจารย์ ดร.เชง เล่าว่าอุปสรรคของการเปลี่ยนแปลง คือครูเคยชินกับการสอนแบบเก่า ๆ จึงต่อต้านวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ ทำให้การสอนรูปแบบใหม่เกิดได้ยาก รวมถึงทรัพยากรการเรียนการสอนมีอยู่อย่างจำกัดและไม่พร้อม จึงทำให้ครูผู้ปฏิบัติขาดแรงจูงใจในการทำงานอันส่งผลให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามความคาดหวังของผู้กำหนดนโยบายหรือผู้อำนวยการโรงเรียน เพราะการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาถือเป็นเรื่องใหม่ที่ทำให้ครูมีภาระการงานมากเกินไปก็ได้ อุปสรรคเหล่านี้จะทำให้ระบบการศึกษาเป็นแบบคอขวด ไทยและฮ่องกงเจอปัญหานี้เหมือนกัน คือเราตั้งเป้าหมายให้คุณภาพการศึกษาสูง แต่ยังมีอุปสรรคอยู่ ถึงแม้ระบบการศึกษาแบบใหม่จะทำให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน ได้เรียนหลากหลายตามความต้องการ เรากลับพบว่าครูต้องแบกรับภาระงานมากมาย ทั้งการสอนหลายวิชา หลายห้องหรือแม้แต่การทำรายงานการสอน ตรงนี้ทำให้ครูหมดแรงในการทำงานได้ เป็นอาการจากการปฏิรูป หรือ reform syndrome ซึ่งเกิดแทบทุกแห่งของโลกผลที่ตามมา คือทำให้ครูมีอารมณ์แปรปรวน เกิดแรงกดดัน อยากลาออกและมีแนวโน้มฆ่าตัวตาย ฉะนั้น จะต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นดังประเด็นต่อไปนี้ 1.ด้านเทคนิคการสอน ต้องมีอุปกรณ์และเครื่องมือการสอนที่พร้อมและสามารถใช้การได้ เพิ่มขีดความสามารถให้ครูด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการ ต้องมองระยะยาวว่าต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านไหน และไม่ควรกำหนดกรอบเวลาเพราะจะทำให้ครูที่มีภาระงานมากปฏิบัติได้ยาก 2.วัฒนธรรม เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางความคิด สร้างความตระหนักรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเป็นลำดับ และสร้างเป้าหมายการทำงานที่จะทำให้ผู้เรียนมีอนาคตที่ดี โดยครูต้องปรับกระบวนทัศน์ด้านการสอนด้วยการให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รวมถึงต้องมีแผนสร้างความเป็นผู้นำให้กับครูเพื่อร่วมเปลี่ยนแปลงการศึกษาไปด้วยกัน 3.การเมือง เนื่องจากครูมีภาระงานมาก ซึ่งอาจคิดว่าตัวเองเป็นผู้ทำงานหนักฝ่ายเดียว จึงต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์จากครู แต่เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อให้การศึกษาของประเทศดีขึ้น โดยการบริหารการเปลี่ยนแปลงจะต้องเรียงลำดับการเปลี่ยนแปลงและการลงทุนให้ดี เพื่อไม่ให้ครูมีภาระมากเกินไป 4.ทรัพยากร ที่จะมาใช้ในการเรียนการสอนต้องเพียงพอ และฝึกฝนให้ครูสามารถใช้ทรัพยากรเหล่านั้นอย่างเชี่ยวชาญ ซึ่งต้องหาพาร์ตเนอร์อย่างภาคเอกชนเข้ามาช่วย จนทำให้เกิดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ หรือสร้างเครือข่ายแบ่งปันความรู้ขึ้นมาจะเป็นการดี ประเด็นนี้ ศาสตราจารย์ ดร.เชงมองว่า เพื่อให้การแก้ปัญหาบรรลุตามวัตถุประสงค์จะต้องละลายพฤติกรรมของครูที่มีอยู่ก่อน สร้างความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมแนวทางการแก้ปัญหาก่อนจะพาไปสู่การปฏิบัติจริง ด้วยการเปลี่ยนวิธีวัดผลการทำงาน เป็นการวัดผลความสำเร็จของงานระยะสั้น โดยให้ครูและผู้เกี่ยวข้องอย่างผู้ปกครองช่วยวัดผลด้วย และสุดท้ายคือการนำไปสู่การปฏิบัติใช้ ประเมินผลจากแผนงานที่ได้ทำมา พร้อมเพิ่มเติมแผนงานระยะยาว ซึ่งต้องสร้างกระบวนการทุกอย่างให้เป็นวัฒนธรรมเพื่อให้คนเกิดการยอมรับ ทั้งนี้ ถ้าในแผนงานมีหลายโครงการต้องมีกรอบในการทำงานระยะยาวด้วยว่าจะวางโครงการนั้น ๆ ในช่วงเวลาใดโดยต้องพิจารณาก่อนว่าโครงการนั้น ๆเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการเรียนการสอนหรือไม่ มีผลกระทบต่อการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างไร หรือสอบถามความคิดเห็นจากครูว่าต้องการให้โครงการแบบไหนเกิดขึ้น รวมถึงโครงการที่พิจารณาแล้วพบว่าไม่เกี่ยวข้องให้ตัดทิ้งไปทันทีเพื่อสร้างพื้นที่ให้กับโครงการใหม่ ทั้งยังจะต้องสร้างจุดแข็งและต่อยอดความสำเร็จจากงานที่เคยทำ พร้อมสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆ ที่จะทำให้ครูมีแรงเพียงพอในการทำโครงการ และเกิดการเรียนรู้งานจากองค์กรต่างประเทศ ถ้าเราพยายามลดภาระครูให้น้อยลงจัดอันดับความสำคัญของงานที่ต้องทำอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา ก็เท่ากับได้พัฒนาศักยภาพของครูซึ่งจะเป็นการขยายคอขวดของระบบการศึกษาให้หายไป เป็นบทสรุปสุดท้ายที่ ศาสตราจารย์ดร.เชง ฝากความหวังไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าฟังอย่างยิ่ง ! รูปแบบของการศึกษาจะต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ที่พร้อม ท้าทายครูให้ต้องรับผิดชอบผู้เรียนโดยตรง
ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 - 20 พ.ย. 2554-- |
|
โพสเมื่อ :
16 พ.ย. 54
อ่าน 41132 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |