เผย10แนวทางเคลื่อนปฏิรูปศึกษา




      

เผย10แนวทางเคลื่อนปฏิรูปศึกษา

          ศธ.ลดบทบาท'ผู้จัด'เป็น'ผู้อำนวยการ'
          คาดเสนอ'มาร์ค'เห็นชอบเดือนก.พ.54
          นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 เป็นต้นไป โจทย์ของการปฏิรูปการศึกษา ยุทธศาสตร์ มาตรการ และผลที่เกิดขึ้น ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองของรัฐบาล จะชัดเจนยิ่งขึ้นโดยมี 10 เรื่องที่จะเกิดขึ้น ดังนี้ 1.ศธ.จะจัดการศึกษาน้อยลง แต่เป็นผู้อำนวยการมากขึ้น 2.ระบบการศึกษาจะมี 3 ลู่ ได้แก่ลู่ปกติ การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี,ลู่สวัสดิการ การจัดสวัสดิการเพื่อเด็กยากจนและด้อยโอกาส และลู่พิเศษ เป็นช่องทางสำหรับการแข่งขันเพื่อการไปสู่สากล เช่นผู้ที่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลโดยเฉพาะ ศธ.ต้องซื้อบริการจากบริษัทเอกชน หรือมหาวิทยาลัย ในลักษณะของเศรษฐกิจการศึกษา ซึ่งเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยากให้ไปศึกษาให้ดี เพราะอาจจำเป็นต้องใช้
          นายสมพงษ์กล่าวว่า 3.เขตบริหารเขตพื้นที่การศึกษา โดยจะกระจายอำนาจ เพิ่มการมีส่วนร่วม ลดระเบียบกฎเกณฑ์จากส่วนกลางลง ให้ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา คิดนอกกรอบมากขึ้น 4.ระบบหลักสูตร จะปฏิรูปการเรียนรู้ เพิ่มสัดส่วนหลักสูตรของท้องถิ่นเป็น 70 ต่อ 30 โดยให้นักเรียนเรียนครึ่งวันและอีกครึ่งวันทำกิจกรรม 5.ยกย่องวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่3 มกราคม 2554 ที่สำคัญ จะเกิด สถาบันคุรุศึกษา แต่จะเป็นในรูปแบบใดอยู่ระหว่างหาข้อสรุป 6.โรงเรียนจะสมบูรณ์ในความหมาย นิติบุคคล มีงบประมาณลงสู่สถานศึกษาโดยตรงหลายหมื่นล้านบาท ผู้บริหารต้องอยู่โรงเรียน มีกองทุนของสถาบันส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เข้าไปช่วย ศึกษานิเทศก์และผู้บริหาร ต้องเข้าไปช่วยให้มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้น มีการลงนามความร่วมมือระหว่างโรงเรียน และเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อไปสู่เป้าหมายต่างๆ ที่วางไว้
          นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า 7.สร้างคนส่วนใหญ่ให้เป็นพลเมือง โดยจะรื้อฟื้น วิชาหน้าที่พลเมือง กลับมาใหม่ แบ่งเป็น เนื้อหา 30%และปฏิบัติ วิถีชีวิต การฝึกฝน สภานักเรียนและสภาเด็กและเยาวชน 70% 8.ยกเลิกการประเมินวิทยฐานะครูที่ใช้การประเมินผลงานจากเอกสาร ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม เปลี่ยนเป็นการประเมินเชิงประจักษ์ ซึ่งจะเป็นอีกแนวทางที่ครูจะได้เลื่อนตำแหน่งถือเป็นการปฏิรูปการวัดและประเมินผลงาน 9.โรงเรียนขนาดเล็ก 13,000 โรง จะต้องประสานเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เป็นโรงเรียนดีประจำตำบล และโรงเรียนดีประจำอำเภอ โดยโรงเรียนจะหายไปประมาณ 50% และ 10.รัฐบาลจะลดบทบาทลง เพื่อให้ภาคเอกชน ภาคท้องถิ่นและสื่อมวลชน เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา รวมถึงทุกภาคส่วนต้องเข้าไปร่วมในการจัดการศึกษา เช่น ระบบภาษีเป็นต้น  เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์เพิ่มขึ้น 50%
          ทิศทางการศึกษาไทยที่จะเกิดขึ้นตามแนวทางทั้ง 10 ข้อนี้ คาดว่าสภาการศึกษา(สกศ.) จะรวบรวมแล้วเสร็จเพื่อเสนอนายกฯได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งทิศทางดังกล่าวจะใช้ขับเคลื่อนประเทศได้อีกหลายปี แต่จุดที่น่าห่วงคือ อุดมศึกษา และอาชีวศึกษา ซึ่งอ่อนแอสุด เพราะอุดมศึกษามีสภาพเป็นนโยบายที่อำนาจรัฐดูแลไม่ถึงส่วนอาชีวะซึ่งสำคัญที่สุด แต่อ่อนแอที่สุดถ้าไม่ปฏิรูปจะด้อยคุณภาพ อาชีวะจะขาดแคลน ขณะที่อุดมศึกษาล้นทะลัก สิ่งที่กรรมการ กนป.เป็นห่วง และเห็นว่าต้องเร่งแก้ไขคือ ปัญหาการรับตรง และระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ ที่ยังหาทางแก้ไขไม่ได้ นายสมพงษ์กล่าว

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน



โพสเมื่อ : 04 ม.ค. 54   อ่าน 7781 ครั้ง      คำค้นหา :