ไม่ต้องแก้ปัญหาหนี้สินให้ครู
ไม่ต้องแก้ปัญหาหนี้สินให้ครู
สายพิน แก้วงามประเสริฐ นโยบายยอดฮิตสุดสุดของหลายรัฐบาล คือการแก้ปัญหาหนี้สินของครู แต่ยังไม่เคยมีรัฐบาลใดแก้ปัญหานี้ได้เสียที ดีไม่ดีวิธีการหรือมาตรการที่ทำอาจเป็นการสร้างหนี้ให้กับครูเพิ่มขึ้นก็เป็นได้ การแก้ปัญหาหนี้สินเพื่อให้ครูได้ชื่อว่าเป็นข้าราชการที่ไม่มีหนี้ หรือมีหนี้น้อย เป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงๆ ? หากพิจารณาปริมาณหนี้สินของครูจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ 87 แห่ง ครูมีหนี้ราว 7 แสนล้านบาท มีสมาชิกที่เป็นหนี้ 4 แสนหกหมื่นเจ็ดพันกว่าราย ครูที่มีปัญหาการส่งชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยราว 2 หมื่นเจ็ดพันกว่าราย คิดเป็นร้อยละ 5.89 หนี้รายการที่สอง สินเชื่อโครงการพัฒนาชีวิตครูเป็นเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท ครูที่มีปัญหาการผ่อนชำระคืน 4 ร้อยกว่าราย คิดเป็นร้อยละ 0.47 หนี้รายการที่สาม สินเชื่อโครงการกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา(ช.พ.ค.) และกองทุนในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.)หรือเรียกว่าโครงการเงินกู้ ช.พ.ค. โครงการ 1-6 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4 แสนสามหมื่นหกพันล้านบาทเศษ หนี้รายการที่สี่คือ เงินทุนหมุนเวียนแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ยอดเงินกู้ 272 ล้านบาท ผู้กู้ที่มีปัญหาในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จำนวน 675 รายนอกจากนี้ยังมีหนี้จากบัตรเครดิต เงินกู้ธนวัฏ เงินกู้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เงินกู้จากสินค้าเงินผ่อน เงินกู้นอกระบบ เป็นต้น หากรวมยอดหนี้ทั้งหมดเท่าที่ปรากฏเป็นตัวเลขพบว่าครูมีหนี้สินเป็นเงิน 1 ล้านล้านบาทเศษ ส่วนครู หากรวมยอดหนี้ทั้งหมดเท่าที่ปรากฏเป็นตัวเลขพบว่าครูมีหนี้สินเป็นเงิน 1 ล้านล้านบาทเศษ ส่วนครูที่มีปัญหาการผ่อนชำระหนี้สินมีเพียงไม่มาก หากเทียบกับจำนวนคนที่กู้ยืมทั้งระบบหลายแสนคน และคิดเป็นไม่กี่เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม จำนวนหนี้สินของครูทั้งระบบเป็นเงินจำนวนมหาศาล ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลใดจะมีนโยบายประกาศให้ตูมตามว่าจะแก้ปัญหาหนี้สินให้ครู จึงยังไม่มีรัฐบาลใดสามารถทำได้ เป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจได้เท่านั้น อีกทั้งการที่ครูมีหนี้สินจำนวนเช่นนี้ ก็ควรที่จะให้ครูได้จัดการตัวเอง ครูมีหนี้สินไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาแต่อย่างใด เพราะครูยังสามารถดำเนินชีวิตของตนเองไปได้อย่างมีคุณภาพพอสมควร รวมทั้งเมื่อพิจารณาที่ตัวเลขของผู้ที่มีปัญหาการผ่อนชำระเงินกู้ มีจำนวนไม่มากรวมแล้วไม่ถึงร้อยละ 10 ย่อมแสดงว่าครูส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาการผ่อนชำระและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานแต่อย่างใด รัฐบาลเกือบทุกรัฐบาลชอบป่าวประกาศที่จะแก้ปัญหาหนี้สินของครู เสมือนเป็นการแสดงความเมตตาห่วงใยในความทุกข์ยากของครู แต่อีกนัยหนึ่งเหมือนเป็นการประจานว่าครูเป็นข้าราชการกลุ่มเดียวที่มีหนี้สินรุงรัง ราวกับว่าทำตัวฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย จนมีนักวิชาการออกมาวิจารณ์ว่า ครูส่วนหนึ่งมีความคิดว่ากู้ไปเถอะเดี๋ยวรัฐก็ต้องโดดมาช่วยเหลือ มิฉะนั้นเด็กจะถูกกระทบ เป็นแนวคิด จับนักเรียนเป็นตัวประกันซึ่งเป็นความคิดของคนที่อยู่บนหอคอยงาช้างนั่งมองลงมาเบื้องล่างแล้วเห็นแต่ความต่ำต้อยของคนอื่นและคิดว่าคนเป็นหนี้ หรือคนจนๆ เป็นเพราะนิสัยฟุ้งเฟ้อหรือไปตามกระแสบริโภคนิยม ต้องลงมาเหยียบพื้นดินแล้วถึงจะรู้ความเป็นไปของชีวิตผู้คน ครูที่มีหนี้ส่วนใหญ่ไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากใครเพราะสามารถจัดการกับหนี้สินของตนเองได้ และสาเหตุที่ต้องเป็นหนี้ มีทั้งนำเงินไปส่งลูกเรียน ส่งตัวเองเรียน ปลูกสร้างบ้าน ซื้อรถยนต์ไว้ใช้ตามควรแก่ฐานะยี่ห้อรถที่ใช้ก็เห็นกันดาษดื่นในเมืองไทย อีกทั้งรถยนต์ที่ครูมี ยังใช้พานักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เพราะครูแต่ละคนไม่มีรถประจำตำแหน่งที่จะพาไปไหนต่อไหนได้ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาตนเอง นอกจากนี้ครูยังเป็นข้าราชการอาจจะกลุ่มเดียวด้วยซ้ำโดยเฉพาะในระดับพื้นฐานที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ไม่มีค่าล่วงเวลาแม้ว่าจะทำงานตอนเย็นทำงานในวันหยุดตามที่ได้รับมอบหมาย หรือการเดินทางไปราชการเพื่ออบรมสัมมนา เบิกค่าเดินทางได้ตามจ่ายจริงแบบประหยัด เป็นค่ารถโดยสารไม่กี่บาท ค่าเบี้ยเลี้ยงไม่ต้องพูดถึง เพราะถูกหักเป็นค่าอาหารระหว่างอบรมไปเรียบร้อยแล้ว หากเทียบกับข้าราชการอื่น และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตามกระทรวงทบวงกรมล่ะ! เพราะฉะนั้นหากครูเป็นหนี้ก็เรื่องของเขาเถอะ! ถ้ากระทรวงศึกษาธิการเห็นอกเห็นใจครูว่าเป็นข้าราชการที่มีหนี้สินมาก สิ่งที่ควรทำคงไม่ใช่การนำเงินภาษีอากรของประเทศมาแก้ปัญหาหนี้สินให้กับครูหรือการปล่อยเงินกู้ให้กับครูเพื่อไปปลดหนี้เก่า โดยที่ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง หากจะช่วยเหลือเพื่อนครูจริงๆ สิ่งที่ต้องทำน่าจะหามาตรการควบคุมอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ครูกู้อยู่แล้วให้มีอัตราที่ต่ำลงกว่าเดิม ทั้งจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีอยู่ทั่วประเทศ สถาบันการเงินต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารน่าจะมีเงื่อนไขหรือข้อตกลงให้ครูได้กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เหมือนกับข้าราชการบางหน่วยงานได้รับสวัสดิการต่างๆ เหล่านี้จากรัฐ ซึ่งครูมีจำนวนหลายแสนคนน่าจะมีอำนาจต่อรองมากกว่าที่จะปล่อยให้สถาบันการเงินหน่วยงานอิสระอื่นๆ ร่ำรวยจากการทำมาหากินกับครู ขณะที่ครูก็จนลงทุกที อีกทั้งบางหน่วยงานเป็นเสือนอนกินนำเงินที่หักจากครูแต่ละเดือน มาให้ครูกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยตามอำเภอใจกระทรวงศึกษาธิการน่าจะเข้าไปแทรกแซงในเรื่องนี้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของครูมากกว่าป่าวประกาศ หรือของบประมาณเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของครู นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการควรเข้าไปดูแลผลประโยชน์ของครูมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของ กบข. ที่บริหารเงินยอดสุดท้ายในชีวิตข้าราชการ ให้บริหารอย่างไรถึงจะไม่ขาดทุนหรือทำอะไรที่เสี่ยงเกินไป ต้องมีมาตรการที่จะดำเนินการหากมีข้อผิดพลาดที่ส่อไปในทางเจตนา เพื่อปกป้องสิทธิที่ครูและข้าราชการต่างๆ พึงมีพึงได้ รวมทั้งเรื่องที่ดังไปทั่วประเทศอยู่ขณะนี้คือ บรรดาสหกรณ์ออมทรัพย์ครูหลายแห่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขาย แล้วต้องนำเงินไปซื้อสลากงวดละเป็นร้อยล้านบาท และยังต้องนำเงินไปค้ำประกันการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนหลายร้อยล้าน แม้คณะกรรมการสหกรณ์จะอ้างว่าไม่ได้นำเงินของสหกรณ์ไปค้ำประกันก็ตาม แต่หากพิจารณาแล้วคงไม่มีสถาบันการเงินใดให้กรรมการกู้เงินจำนวนหลายร้อยล้านในนามส่วนตัว แต่น่าจะใช้สหกรณ์ค้ำประกัน หรือไม่ก็ใช้เงินสหกรณ์ไปค้ำประกัน โดยไม่ได้ขอความเห็นชอบจากสมาชิกส่วนใหญ่ ทำให้สมาชิกวิตกกังวลในสถานะการเงินของสหกรณ์ เพราะยังไม่อาจปันผลประจำปีแก่สมาชิกได้ ดังนั้นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการซึ่งห่วงใยคุณภาพชีวิตครู ควรเข้าไปช่วยตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการเงินของสมาชิก เพราะกว่าครูแต่ละคนจะมีหุ้นสหกรณ์คนละหลายแสนบาทต้องใช้เวลานานทั้งชีวิต จึงไม่ควรทำอะไรที่เสี่ยงเกินไป กระทรวงศึกษาฯไม่ควรนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้ ควรเข้าไปตรวจสอบบริษัทต่างๆ ที่เข้ามาทำสัญญากับสหกรณ์ ว่าเป็นบริษัทที่มีโควตาซื้อสลากกินแบ่งจากกองสลากฯหรือไม่ หรือเพียงแต่เป็นบริษัทนายหน้า แล้วมาอ้างหรือทำให้สหกรณ์เข้าใจว่าเป็นบริษัทที่ได้รับโควตาโดยตรงจากกองสลากฯ แล้วนำเงินสหกรณ์ครูไปหมุนสหกรณ์ละหลายร้อยล้านบาท โดยได้ผลประโยชน์ไปฟรีๆ กระทรวงศึกษาธิการในฐานะเป็นหน่วยงานที่ดูแลครูโดยตรง ควรทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของครูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแก้ปัญหาหนี้สิน ด้วยการตรวจสอบสถานะการเงินของบริษัทเหล่านี้ และทำอย่างไรถึงจะได้เงินที่นำไปค้ำประกันกับบริษัทเพื่อซื้อสลากจำนวนหลายร้อยล้านคืน ควรให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาตรวจสอบสถานะการเงินของคณะกรรมการสหกรณ์ว่าร่ำรวยผิดปกติหรือไม่อย่างไร ตลอดจนต้องมีการรื้อระบบเงินปันผลของสมาชิกกับค่าตอบแทนที่บรรดาคณะกรรมการสหกรณ์ได้รับว่าเป็นสัดส่วนเหมาะสมกันมากน้อยเพียงใด อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากครู ต้องมีการดำเนินคดีกับบรรดาผู้ที่โกงเงินสหกรณ์ทั้งทางแพ่งและทางอาญา เพราะบางทีพบว่ากว่าจะดำเนินการใดๆ คดีก็ขาดอายุความ ทำให้ผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายทางการเงินแทบไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ขณะที่สมาชิกต้องสูญเสียเงินปันผลที่ควรจะได้มากกว่านี้ในแต่ละปี รัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาฯไม่ต้องแก้ปัญหาหนี้สินให้กับครูด้วยการตั้งกองทุนอะไรขึ้นมา โดยใช้เงินภาษีอากรของประชาชนหรอกนะ เพราะโดยจรรยาบรรณและสามัญสำนึกแล้ว เชื่อมั่นว่าครูพร้อมผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำไม่คิดโยนภาระให้กับผู้อื่น ครูที่มีหนี้ส่วนหนึ่งน่าจะเชื่อมั่นในความสามารถที่จะจ่ายหนี้ได้ จำนวนครูที่ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้มีจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งไม่มีสิ่งชี้ชัดว่าจำนวนหนี้สินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งไม่มีสิ่งชี้ชัดว่าจำนวนหนี้สิน ของครูมีผลกระทบต่อการเรียนการสอน การนำหนี้สินของครูไปโยงกับคุณภาพการศึกษาก็เป็นเพียงการคิดเองลอยๆ หรือไม่ก็สังเกตจากคนส่วนน้อยมากแล้วจะนำมาเป็นข้อสรุปได้อย่างไร? กระทรวงศึกษาธิการไม่ต้องมาแก้ปัญหาหนี้สินให้กับครู ให้เกิดคำครหานินทาต่อวิชาชีพครู แต่ควรเข้ามาดูแลเหลือบริ้นไร หรือหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจกับครูทั้งนำเงินของครูมาให้ครูกู้ แล้วคิดดอกเบี้ยสูงๆ การแบ่งปันกำไรให้แก่คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมากเกินเหตุ หรือการให้ผลประโยชน์แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการเงินกู้ต่างๆ ของครูมาก จนต้องผลักภาระรับผิดชอบนั้นมาให้ครู การปล่อยให้มีการโกงเงินสหกรณ์โดยไม่ได้ดำเนินการทั้งทางอาญา ทางแพ่ง รวมทั้งเรื่องที่ดังอยู่ขณะนี้ควรให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าไปตรวจสอบกรณีสลากกินแบ่งฯโดยเร่งด่วน เพราะหากให้มีนักการเมือง หรือใครๆมาแสวงหาผลประโยชน์จนสหกรณ์ออมทรัพย์ต้องล้มไป นั่นแหละจะกระทบต่อคุณภาพชีวิตครูจริงๆ เพราะครูส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหกรณ์ รวมทั้งครูส่วนหนึ่งแทบจะนำเงินที่เก็บสะสมทั้งชีวิตไปฝากไว้กับสหกรณ์ รัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการไม่ต้องแก้ปัญหาหนี้สินให้กับครูหรอก แค่ช่วยกำกับติดตามวางนโยบายไม่ให้มีผู้แสวงหาผลประโยชน์จากครู อย่างไม่เป็นธรรมก็น่าจะเพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องหนี้สินก็ให้เป็นเรื่องของครูเถอะ
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |
|
โพสเมื่อ :
29 ก.ย. 54
อ่าน 95016 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |