สถานี ก.ค.ศ. : การลงโทษทางวินัยที่มิได้ดำเนินการสอบสวน
คอลัมน์ : สถานี ก.ค.ศ. : การลงโทษทางวินัยที่มิได้ดำเนินการสอบสวน
กำพล วันทา นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักงาน ก.ค.ศ.
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 95 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งกระทำการอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยโดยหากมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้วก็ให้ดำเนินการทางวินัยทันที แต่ถ้าหากมีการกล่าวหาโดยมีตัวผู้กล่าวหาหรือสงสัยว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้กระทำผิดวินัยแต่ยังไม่มีพยานหลักฐาน ก็ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงว่ากรณีดังกล่าวมีมูลที่เป็นความผิดวินัยหรือไม่ ถ้าไม่มีมูลก็ให้ยุติเรื่องแต่ถ้ามีมูลเป็นความผิดวินัยก็ให้ดำเนินการทางวินัยทันที ซึ่งการดำเนินการทางวินัยนั้นกฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติตามหมวด 7 กล่าวคือ ถ้าเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรงก็ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรงขึ้นทำการสอบสวน แต่ถ้าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามมาตรา 53 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงทำการสอบสวน แต่ทั้งนี้ในการสอบสวนจะต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสได้ชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหานั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้บังคับบัญชาได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้วปรากฏมีมูลเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรงประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาได้ทำหนังสือชี้แจงการกระทำของตนต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหารับสารภาพเป็นหนังสือจึงไม่ได้ทำการสอบสวนและมีคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือน 5%เป็นเวลา 1 เดือน ผู้ถูกลงโทษได้นำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อมาศาลปกครองมีคำพิพากษาว่า เรื่องนี้ไม่ปรากฏว่าผู้บังคับบัญชาได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสได้ชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหานั้น ดังนั้นจึงถือว่า การดำเนินการทางวินัยของผู้ถูกฟ้องคดี (ผู้บังคับบัญชา) ไม่ได้กระทำตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในกฎหมาย การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยข้าราชการครู โดยลงโทษตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือนนั้น จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว (ศาลปกครองเชียงใหม่ คดีหมายเลขแดงที่ 172/2552) จะเห็นได้ว่า การดำเนินการใดๆ ก็ตามหากจะมีผลเป็นการกระทบต่อสิทธิของผู้อื่นแล้ว กฎหมายได้กำหนดให้สิทธิแก่ผู้นั้นมีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานเพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหานั้น ซึ่งเมื่อกฎหมายกำหนดขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญไว้เป็นอำนาจผูกพันให้ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการแล้ว ผู้บังคับบัญชานั้นจะต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด จะใช้ดุลพินิจไม่ดำเนินการหรือดำเนินการนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดไว้มิได้ มิเช่นนั้นแล้ว การกระทำย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย
--มติชน ฉบับวันที่ 18 ต.ค. 2553 (กรอบบ่าย)-- |
|
โพสเมื่อ :
18 ต.ค. 53
อ่าน 11105 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |