ปฏิรูปการอ่านของไทย ผ่านนโยบายการอ่านของ "สวีเดน"
ปฏิรูปการอ่านของไทย ผ่านนโยบายการอ่านของ สวีเดน
พรชัย จันทโสก : เรื่อง
การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการอ่านของสังคมไทย ถ้าเป็นการดำเนินการแบบบนลงสู่ล่างหรือเป็นการสั่งการลงไปจากรัฐส่วนกลาง จะไม่เกิดผลสำเร็จเหมือนกับโครงการต่างๆ ร้อยแปดพันประการที่ดำเนินการมา ซึ่งเป็นการทำแบบไฟไหม้ฟาง ประเทศพัฒนาแล้วจะมีวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็ง และบางชาติถึงกับต้องกำหนดเป้าหมายว่าจะพัฒนาประเทศไปทิศทางใด โดยมี หนังสือ เป็นตัวกำหนดเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น ขณะที่ประเทศไทยถึงจะประกาศให้ การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ หรือกำหนดให้ตั้งแต่ปี 2552-2561 เป็น ทศวรรษแห่งการอ่าน แต่ดูเหมือนจะเป็นเพียงนโยบายที่ยังไร้ทิศทางและขาดการสนับสนุนโดยเฉพาะจากภาครัฐอย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้ มกุฎ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ผู้ทุ่มเทตลอดชีวิตกว่า 40 ปี เพื่อทำหนังสือ เคยนำเสนอว่าด้วยแนวทางการพัฒนา ระบบหนังสือ ทั้งระบบว่าจะมีวิธีการจัดการที่ดีอย่างไร เพื่อให้คนไทยทุกคนมีโอกาสอ่านหนังสือได้อย่างเท่าเทียมก้นโดยได้นำเสนอข้อมูลและแนวทางต่อรัฐบาลก่อนหน้านั้น แต่กลับล้มเหลว แม้กระทั่งองค์กรภาครัฐเองก็ไม่เคยนำงานวิจัยไปต่อยอดพัฒนาเรื่องการอ่านอย่างจริงจัง และทุกครั้งที่ภาครัฐมีโครงการต่างๆ นานาออกมาก็เหมือนเริ่มต้นจากศูนย์อยู่เรื่อยไป ล่าสุด สำนักอุทยานการเรียนรู้ TK park ได้จัด TK Forum เวทีสาธารณะเพื่อผลักดันนโยบายการอ่านประจำปี 2553 ครั้งที่ 1 หัวข้อ นโยบายการอ่านของประเทศสวีเดนและข้อเสนอเชิงนโยบายที่เหมาะสมกับประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ห้อง Moliere-Voltaire ชั้น B 1 โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ เพื่อเป็นการต่อยอดงานวิจัยเรื่อง การศึกษานโยบายการส่งเสริมการอ่านของไทย : ศึกษาเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งทางสำนักอุทยานการเรียนรู้และคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกันจัดทำขึ้นเมื่อปี 2552 เพื่อเปรียบเทียบนโยบายของประเทศสวีเดนที่ประสบความสำเร็จในการสร้างสังคมการอ่านโดยจะนำนโยบายนั้นไปผลักดันสู่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อการพัฒนาองค์ความรู้ในทิศทางที่เหมาะสมกับสังคมไทย วัฒนชัย วินิจจะกูล หัวหน้าฝ่ายวิชาการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ ผู้ศึกษาและนำเสนอหัวข้อ นโยบายการอ่านของประเทศสวีเดนและข้อเสนอเชิงนโยบายที่เหมาะสมกับประเทศไทย กล่าวสรุปสาระสำคัญว่า... ประเทศสวีเดนมีอัตราการอ่านออกเขียนได้ของประชากรอยู่ในระดับร้อยละ 99 (ขณะที่ของไทยร้อยละ 93.1) โดยภาครัฐมีบทบาทสำคัญอย่างสูงในการผลักดันและดำเนินนโยบายด้านส่งเสริมการอ่าน ทั้งนี้เป้าหมายของนโยบายการอ่านคือ การสร้างสรรค์และผลิตงานวรรณกรรมคุณภาพให้กระจายไปถึงทุกคนทั่วไปประเทศอย่างเท่าเทียมกัน โดยรัฐบาลใช้มาตรการต่างๆ ผ่านทางนโยบายราคานโยบายภาษี การให้เงินอุดหนุน การจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อเป็นกลไลเสริมหน่วยงานหลักอย่างเช่นโรงเรียนและห้องสมุด ตลอดจนการสนับสนุนสำนักพิมพ์และธุรกิจร้านค้าหนังสือ กำหนดนโยบายด้านการอ่านที่มีเป้าหมายชัดเจน และการสนับสนุนจากรัฐบาลสวีเดนในจัดพิมพ์วรรณกรรมที่เยาวชนควรอ่าน รวมทั้งมอบรางวัลให้กับหนังสือ ผู้เขียนสำนักพิมพ์ ได้แก่ รางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม, รางวัล August Prize และรางวัล Astrid Lindgren Memorial Award เป็นต้น อย่างไรก็ตาม บริบททางเศรษฐกิจและสังคมของสวีเดนนั้นแตกต่างจากประเทศไทย เนื่องจากสวีเดนเป็นรัฐสวัสดิการ เก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า อัตราภาษีโดยเฉลี่ยสูงกว่าไทย การกระจายรายได้ดีกว่า ระดับการพัฒนาสูงกว่า และสวีเดนเป็นประเทศน่าอยู่ที่สุดในโลกอันดับ 3 ส่วนไทยอยู่อันดับ 58 การวิจัยเป็นฐานความรู้ทางนโยบายที่สำคัญของสวีเดนอย่างน้อย 4 เรื่อง อาทิเช่นกลางทศวรรษ 1960 งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัย Uppsala ศึกษาจุดมุ่งหมายหรือแรงจูงใจในการอ่านและใช้นโยบายการอ่านเป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมกันทางสังคมและปี 2000 งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัย Boras และ Gothenburg ศึกษาลักษณะนิสัยที่สะท้อนวัฒนธรรมที่สวีเดน พบว่าการอ่านหนังสือและการเข้าห้องสมุดเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมหลักของชาวสวีเดน ด้านนโยบายภาษีนั้น เริ่มจากปี 2002 ประกาศลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากร้อยละ 25 เหลือร้อยละ 6 และทำให้ราคาหนังสือถูกลงร้อยละ 15 ยอดขายหนังสือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ทั้งนี้หน่วยงานที่มีบทบาทต่อการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการอ่าน อาทิเช่น ชมรมหนังสือแห่งสวีเดน (The Swedish Book Club) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศตลาดหนังสือ Swadish National Council for Cultureal Affaris (NCCA) สนับสนุนด้านการเงินและให้คำแนะนำในการพัฒนาแห่งเรียนรู้ เช่น ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมี สำนักพิมพ์และมูลนิธิ Easy-to-Read จัดพิมพ์และกระจายหนังสือสำหรับผู้ที่มีปัญหาการอ่าน โดยนำเนื้อหาเดิมมาเรียบเรียงเขียนใหม่ ใช้ภาษาอ่านง่ายและสนุกเพลิดเพลิน ครอบคลุมหนังสือทุกประเภทรวมทั้งวรรณกรรมคลาสสิกและหนังสือพิมพ์, มูลนิธิหนังสือแห่งสวีเดน (Swedish Book Foundation) วิจัยด้านการอ่านการเขียน และจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน รวมทั้ง สถาบันการเงินสำหรับอุตสาหกรรมหนังสือ (The Book Industry Finance Institution : BFI) ให้สินเชื่อและคำแนะนำด้านการลงทุนแก่ผู้ประกอบธุรกิจร้านหนังสือ สนับสนุนการจัดพิมพ์วรรณกรรมและหนังสือของกลุ่มชาติพันธุ์ จัดทำรายงานแนวทางการพัฒนาหนังสือ เสนอต่อรัฐบาลเป็นรายไตรมาสและรายปี สวีเดนเป็น 1 ใน 2 ประเทศของยุโรปที่รัฐบาลให้เงินอุดหนุนสำนักพิมพ์ทั้งเล็กและใหญ่ในการจัดพิมพ์หนังสือดีโดยเฉพาะหนังสือประเภทวรรรกรรมและวรรณกรรมเด็ก และตั้งคณะกรรมการระดับชาติ พิจารณารายชื่อหนังสือที่จะอุดหนุนการจัดพิมพ์ เพื่อให้ตลาดหนังสือมีความหลากหลาย มีการแข่งขัน มีหนังสือดี ราคาถูก และสามารถเผยแพร่ได้กว้างขวางนอกจากนี้รัฐบาลยังให้เงินอุดหนุนการจัดซื้อหนังสือผ่านทางสำนักพิมพ์และส่งไปยังห้องสมุดโดยตรง และกฎหมายห้องสมุดปี 1997 กำหนดให้ทุกเทศบาลต้องมีห้องสมุดประชาชนโดยพันธกิจหลักคือกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ปี 2006 รัฐบาลให้การสนับสนุนทางการเงินให้การจัดพิมพ์หน้งสือวรรณกรรมและวารสาร การจัดซื้อหนังสือให้ห้องสมุด และกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเป็นเงินจำนวน 121.5 ล้านสวีดิชโครน หรือประมาณ 486 ล้านบาทส่วนตลาดหนังสือปี 2007 หนังสืออกใหม่มียอดจำหน่าย 28 ล้านเล่ม โดยหนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์เดิมมียอดจำหน่าย 45.6 ล้านเล่มจำนวนหนังสือที่ตีพิมพ์ต่อปกเฉลี่ย 8,500 เล่มและเฉลี่ยขายได้ต่อปกสูงถึง 6,000 เล่ม มูลค่าตลาดหนังสือรวมประมาณ 7,000 ล้านสวีดิชโครน หรือประมาณ 28,000 ล้านบาท ส่วนข้อเสนอเชิงนโยบายของไทยจากประสบการณ์ของสวีเดนนั้น วัฒนชัย มองว่า รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการวิจัย หรือตั้งคณะกรรมการระดับชาติ รวบรวมรายชื่อวรรณกรรมไทยและสากล จัดทำเรื่องย่อและบทวิเคราะห์วิจารณ์ เผยแพร่แจกจ่ายให้แก่ห้องสมุดประชาชนและโรงเรียนทั่วประเทศ และควรจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่นักเขียน นักแปล และสำนักพิมพ์ เพื่อจัดพิมพ์วรรณกรรมทรงคุณค่าทั้งของไทยและสากลแจกจ่ายไปยังห้องสมุดโรงเรียนและห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ ตลอดจนใช้มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการอ่าน และจัดตั้งหรือเพิ่มบทบาทสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อให้สินเชื่อและคำแนะนำธุรกิจอุตสาหกรรมหนังสือที่มีแนวคิดหรือเป้าหมายในการจัดพิมพ์หนังสือดีมีคุณภาพ รวมทั้งจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับโรงเรียนและห้องสมุดประชาชนที่จัดทำโครงการส่งเสริมการอ่านที่น่าสนใจและมีผลกระทบสูง สามารถนำมาใช้เป็นต้นแบบเพื่อการขยายผลได้ และสนับสนุนองคืกรปกครอส่วนท้องถิ่นให้มีบทบาทในการพัฒนาปรับปรุงห้องสมุดที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมกระทั่งศึกษราแนวทางการจัดทำหนังสือและสื่อประเภท Easy-to-Read สำหรับคนไทยด้วย เมื่อเปิดประเด็นเรื่องมาตรการภาษีริสรวล อร่ามเจริญ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนถึงกับการออกอาการท้อแต่ไม่ถอย เพราะเคยเสนอเรื่องไปยังรัฐบาลชุดก่อนๆ ซึ่งก็ไม่เคยมีรัฐบาลใดให้ความสำคัญกระทั่งมาถึงรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูมีความหวังมากที่สุดโดยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2553 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่านตามที่ สมาคมได้เสนอผ่านมายังกระทรวงศึกษาธิการ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและพิจารณาผลกระทบซี่งยังไม่รู้ว่าจะเงียบหายไปอีกหรือไม่ ขณะที่ รศ.อรทัย อาจอ่ำ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเสนอแนะและให้ข้อคิดเห็นใส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของประเทศสวีเดน โดยประเทศสวีเดนสามารถนำแนวคิดทาง สังคมนิยม มาประยุกต์ใช้ให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างคนในประเทศ ตั้งแต่กลุ่มชาวนา กรรมกร จนถึงกลุ่มคนระดับนายทุน ให้เกิดเป็นโครงสร้างประชากรที่มีความเข้มแข็ง ต่างจากประเทศไทยที่การพัฒนาสิ่งต่างๆ นั้นเพียงแด่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ซึ่งการช่วยเหลือจะต้องเริ่มจากการช่วยเหลือในด้านความต้องการขั้นพื้นฐานตามหลัก ทฤษฎีมาสโลว์ ให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถพัฒนาระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพต่อไปได้ ข้อดีอีกอย่างของประเทศสวีเดนนั้นก็คือจะเน้นงานทางด้านวิจัยและการทดลองในเรื่องนโยบายต่างๆ อย่างเป็นระบบและสามารถวัดผลได้ จึงทำให้เกิดการพัฒนาในแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมกับประชาชนในประเทศนอกจากนั้นการเรียนการสอนของประเทศสวีเดนยังสอนให้เด็กและเยาวชนรู้จักการอยมรับตนเอง และความแตกต่างของผู้อื่นสิ่งนี้เองจึงทำให้สังคมสวีเดนนั้นอยู่กันอย่างเป็นปกติสุข ทั้งนี้ รัฐบาลสวีเดนทุกยุคทุกสมัยมีเจตสำนงแน่วแน่ต่อสังคม เป็นรัฐบาลที่มีคุรภาพ ทำอะไรทำจริงจัง และยึดหลักการทำงานเพื่อก่อประโยชน์ต่อประเทศชาติประชาชน และส่วนร่วมอย่างแท้จริง เมื่อเปรียบเทียบนโยบายต่างๆ ของสวีเดนกับปัญหาวาระการอ่านแห่งชาติหรือระบบหนังสือของไทยแล้ว เธอเห็นว่า การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการอ่านของสังคมไทย ถ้าเป็นการดำเนินการแบบบนลงสู่ล่างหรือเป็นการสั่งการลงไปจากรัฐส่วนกลาง จะไม่เกิดผลสำเร็จเหมือนกับโครกงารต่างๆ ร้อยแปดพันประการที่ดำเนินการมา ซึ่งเป็นการทำแบบไฟไหม้ฟางไม่มีการติดตามประเมินผลหรือมีการประเมินผลแต่ก็ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ทำอย่างไรจีงจะเกิดกลไกเชิงสถาบันใหม่ๆ ในการส่งเสริมการเรียนรู้ และการพัฒนาคนไปพร้อมๆ กับการขับเคลื่อนการอ่าน กลุ่มเป้าหมายมีจำนวนมาก จะเริ่มจากจุดไหนก่อน โรงเรียนและครูของไทยมีปัญหาต่างๆ ทับถมมาก การเรียนการสอนเป็นแบบท่องจำรู้แบบงูๆ ปลาๆ ครู ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเด็กและเยาวชนถูกละเลย อาชีพครูเป็นอาชีพที่อยู่ในลำดับท้ายๆ ของระบบโครงสร้างการพัฒนาประเทศ จะไม่สามารถยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนและการอ่านได้ ถ้าครูและโรงเรียนยังไม่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนในด้านต่างๆ ที่จำเป็น จะต้องให้ความสำคัญกับครูและโรงเรียนมากเป็นอันดับหนึ่งเหมือนสวีเดน ทำให้อาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีศักดิศรี มีความภูมิใจ มีรายได้พอเพียง ครูและโรงเรียนจึงจะสามารถแสดงบทบาทในเชิงการพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติได้ดีขึ้นและมากขึ้น เช่นเดียวกับ รศ.ดร.รสสุคนธ์ มกรมณี คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัณสวนสุนันทา ได้ยกตัวอย่างนโยบายทางด้านชาติพันธุ์ที่คนสวีเดนว่าประกอบไปด้วยคนหลายเชื้อชาติเป็นตัวผลักดันส่งเสริมและพัฒนาการอ่าน โดยการส่งเสริมการอ่าน อาทิเช่นในโรงเรียนหรือห้องสมุดจะเป็นเสมือนเครื่องมือที่ใช้กในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ มิใช่การส่งเสริมการอ่านเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น โดยมุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนสวีเดนอ่านหนังสือประเภทวรรณกรรมเนื่องจากจะทำให้มุมมองความคิดเกิดความเข้าใจผู้อื่นหรือชนชาติอื่นๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในสังคมประเทศสวีเดนได้ นอกจากนี้วัฒนธรรมประเทศสวีเดนที่เริ่มต้นส่งเสริมการศึกษาโดยเฉพาะการอ่านจาก ครอบครัว ไปสู่สังคมในโรงเรียนก็ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เกิดสังคมการอ่านในประเทศสวีเดน ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่เน้นการศึกษาจากภายในโรงเรียนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การพัฒนาระบบการศึกษาและการสร้างสังคมการอ่านในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องทำการศึกษาโครงสร้างของคนไทยทั้งประเทศ อีกทั้งมีความเข้าใจถึงวัฒนธรรมการอ่านและการเสนอนโยบายการพัฒนาการศึกษานั้น จำเป็นต้องมีเป้าหมายการส่งเสริมการอ่านที่ชัดเจนด้วย หมายเหตุ: โครงการเวทีสาธารณะเพื่อผลักดันนโยบายการอ่าน หรือ TK Forum ประจำปี 2553 ครั้งนี้ 2 ห้วข้อ นโยบายการอ่านของประเทศญี่ปุ่น วันที่ 23 กันยายน 22553 เวลา 08.30-16.30 น. ณ โรงแรมโนโวเทลสยามสแควร์
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ |
|
โพสเมื่อ :
06 ก.ย. 53
อ่าน 12112 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |