ศธ.เล็งแก้พ.ร.บ.สภาครู สุขุม เฉลยทรัพย์ เปิดช่องคนเก่งเป็นแม่พิมพ์
ศธ.เล็งแก้พ.ร.บ.สภาครู สุขุม เฉลยทรัพย์ เปิดช่องคนเก่งเป็นแม่พิมพ์
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมระดมความคิดเห็นเรื่อง แนวทางการได้มา ซึ่งใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสำหรับผู้ที่ไม่จบปริญญาด้านการศึกษา ว่า ได้ขอให้ที่ประชุมดูรายละเอียดการปรับแก้ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2546 มาตรา 44 (ก)(3) ที่กำหนดคุณสมบัติ ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพควบคุม ต้องผ่านการปฏิบัติการ สอนในสถานศึกษาตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และผ่านเกณฑ์การประเมินตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม ที่คุรุสภากำหนด เพื่อเปิดช่องให้ผู้ที่จบสาขาวิชาชีพอื่น เช่น วิศวกรรม ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ที่มีความรู้สามารถเป็นครูได้ โดยไม่จำเป็น ต้องเสียเวลาเรียนปริญญาด้านการศึกษาอีก 1 ปี นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ปัญหาขาดครูโดยเฉพาะในสาขาวิชาขาดแคลน ส่วนหนึ่งมาจาก พ.ร.บ.สภาครูกำหนดให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพควบคุมที่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ดังนั้น นายสุชาติจึงเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.สภาครู เพื่อเปิดโอกาสให้คนดี คนเก่งเข้ามาประกอบวิชาชีพครูได้ โดยเฉพาะมาตรา 44 (ก) (3) ที่ต้องปรับแก้เพื่อเปิดช่องให้คณะกรรมการคุรุสภากำหนดคุณสมบัติผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้แตกต่างจากข้อบังคับเดิมได้ หากมีเหตุผล และ ความจำเป็น หรือหากแก้กฎหมายไม่ได้ เพราะอาจมีขั้นตอนยุ่งยาก และ ต้องใช้เวลา อาจออกเป็นกฎ หรือประกาศ ศธ.เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ สภาการศึกษาจะรวบรวมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอนายสุชาติภายใน 1 เดือน อย่างไรก็ตาม การนำคนเก่งคนดีมาเป็นครูต้องทำทั้งระบบ โดยอาจจัดสรรทุนให้เหมือนนักศึกษาแพทย์ และเมื่อจบการศึกษาต้องเป็นครู 5-10 ปี ขณะเดียวกันต้องยกวิชาชีพครูให้มีเกียรติ และมีเงินเดือนสูง โดยต้องเป็นครูของรัฐที่มีระบบเดียวกัน นายมนตรี จุฬาวัฒนฑล รองประธานมูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (บวท.) กล่าวว่า เห็นว่าการเปิดช่องให้คนที่ เรียนจบในสาขาอื่นๆ มีโอกาสเป็นครู โดยไม่ต้องเรียนปริญญาด้านการศึกษานั้น สามารถแก้ พ.ร.บ.สภาครู โดยเฉพาะมาตรา 44 (ก)(3) ที่ระบุว่าต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด โดย แก้ที่คำๆ เดียว คือเปลี่ยนจากคำว่า และ เป็นคำว่า หรือ ซึ่งตรงนี้จะเป็นช่องทางที่ทำให้คุรุสภาทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะคนที่จบสาขาอื่น แม้ไม่ได้สอนก็นำประสบการณ์ที่มีมาเทียบเพื่อรับการประเมินให้ผ่าน และเป็นครูได้
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |