อจ.หนุนแก้หลักสูตรซ้ำซ้อน ’พงศ์เทพ’ยันปีนี้ยังไม่รื้อศธ.
อจ.หนุนแก้หลักสูตรซ้ำซ้อน 'พงศ์เทพ'ยันปีนี้ยังไม่รื้อศธ.
ประสานเสียงหนุนปรับหลักสูตรพื้นฐาน นักวิชาการชี้ระบบการศึกษาล้มเหลว งานวิจัยยืนยันเนื้อหาซ้ำซ้อน 30% จริง จากกรณีนายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เตรียมเสนอให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด เพื่อศึกษาเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเบื้องต้นเสนอให้ปรับช่วงชั้น ลดวิชาซ้ำซ้อน และลดชั่วโมงเรียน พร้อมทั้งเสนอให้ปรับโครงสร้าง ศธ.ใหม่ โดยแยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ตั้งเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา หลังจากนายพงศ์เทพ มีนโยบายปรับโครงสร้าง ศธ.โดยยกฐานะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขึ้นเป็นแท่งหนึ่งของ ศธ.ส่วนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีฐานะเทียบเท่ากรม และเป็นนิติบุคคลภายใต้สำนักงานปลัด ศธ.นั้น เมื่อวันที่ 28 มกราคม นายสมบัติ นพรัก คณบดีวิทยาลัยการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยพะเยา และอดีตประธานสภาคณบดีครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างหลักสูตร ซึ่งความจริงถือว่าช้าไปแล้วด้วยซ้ำ โดยเมื่อลดชั่วโมงเรียนแล้ว ควรลดบางวิชาที่ไม่จำเป็นลงด้วย อย่างระดับประถมศึกษาควรลดวิชาที่ซ้ำซ้อนแล้วไปเพิ่มภาษาไทยและภาษาอังกฤษแทน เพราะภาษาเป็นสื่อในการเข้าถึงความรู้วิชาอื่นๆ แต่สำหรับประเทศไทยยังเรียนภาษาไทยน้อย ทำให้อ่านวิชาอื่นๆ ไม่เข้าใจไปด้วย เคยตรวจสอบเนื้อหาวิชาที่ซ้ำซ้อน พบว่าเนื้อหาแต่ละระดับชั้นมีความซ้ำซ้อนมากถึง 30% ถ้าลดความซ้ำซ้อนดังกล่าวลงได้ จะทำให้เด็กมีเวลาเรียนรู้มากขึ้น นายสมบัติกล่าว นายสมบัติกล่าวต่อว่า สำหรับการปรับโครงสร้าง ศธ.นั้น เห็นว่าควรนำข้อดีของสมัยที่เป็น 14 องค์ชาย กับ 5 จักรพรรดิในปัจจุบันมาโครงสร้าง ศธ.นั้น เห็นว่าควรนำข้อดีของสมัยที่เป็น 14 องค์ชาย กับ 5 จักรพรรดิในปัจจุบันมารวมกัน โดยข้อดีของ 5 จักรพรรดิ คือเน้นการมองภาพรวมของการศึกษา ส่วนข้อดีของ 14 องค์ชาย คือความเป็นอิสระ แต่ทั้งนี้ ถ้าเป็นการปรับเพื่อให้ผู้บริหารมีซีสูงขึ้น หรือเพื่อแบ่งผลประโยชน์กันนั้นไม่เห็นด้วย แต่ถ้าปรับเพื่อให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นและเกิดการบริหารที่คล่องตัวขึ้นก็สนับสนุน เห็นด้วยที่จะยก กศน.ขึ้นเป็นแท่งที่ 6 แต่ควรต้องทำให้บทบาทของ กศน.ชัดเจนกว่าในปัจจุบัน และควรต้องดูครอบคลุมถึงกลุ่มผู้สูงอายุด้วย ซึ่งประมาณการกันว่าตัวเลขผู้สูงวัยในปี 2563 จะเพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 13 ล้านคน ขณะที่ประชากรวัยเด็กมีประมาณ 11 ล้านคน ส่วน ก.ค.ศ.และ สช.เห็นด้วยที่จะให้เป็นนิติบุคคล เพื่อความอิสระ ทั้งนี้ ประเทศที่เจริญแล้ว จะพยายามให้เอกชนจัดการศึกษามากกว่ารัฐ เช่นเดียวกับ ก.ค.ศ. เห็นด้วยที่จะให้เป็นกรมที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล เพราะ ก.ค.ศ.ให้ตำแหน่งแก่หน่วยงานอื่น แต่เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นแค่ซี 10 เท่านั้น นายสมบัติกล่าว นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โครงสร้างหลักสูตรเดิมใช้มานาน ดังนั้น การปรับหลักสูตรครั้งนี้ ต้องดูทั้งระบบว่าเพื่ออะไรบ้าง ต้องทำการศึกษาและมีงานวิจัยรองรับ รวมถึงนำจุดเด่นจุดด้อยของหลักสูตรปัจจุบันมาเป็นแนวทาง เพื่อไม่ให้วนเวียนอยู่ที่เดิม ส่วนการแยก สกอ. เป็นกระทรวงใหม่นั้น ที่ผ่านมาเสียเวลาในการปรับโครงสร้างค่อนข้างมาก จากการยุบ การเพิ่มแท่งต่างๆ อ้างว่าปรับเป็นแท่งเพื่อสะดวกในการประสานงาน ลดกำแพง แต่ สกอ.เท่าที่ดำเนินการมา มีข้อจำกัดอยู่พอสมควร ดังนั้น หลังจากนี้ควรทบทวนข้อดีข้อเสียทั้งรูปแบบที่เป็นอยู่และแยกเป็นกระทรวงใหม่ และมองหาทางเลือกที่เหมาะสมกับการศึกษาไทยมากที่สุด ทั้งนี้ อยากให้มีการศึกษาเรื่องนี้มากกว่านี้ เพื่อให้มีหลักฐานมาสนับสนุนในการดำเนินการขั้นต่อไป นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า ตามธรรมชาติ 3-4 ปีต้องมีการปรับหลักสูตร โดยนำหลักสูตรเดิมและจุดเด่นจุดด้อยมาวิเคราะห์ ซึ่งปัจจุบันหลักสูตรไม่เชื่อมโยงกัน เมื่อเด็กจบมัธยมศึกษา มาเรียนต่อมหาวิทยาลัย อาจารย์มัธยมศึกษา มาเรียนต่อมหาวิทยาลัย อาจารย์มหาวิทยาลัยจะบอกว่าพื้นฐานอ่อน ดังนั้น การปรับหลักสูตรต้องทำให้เชื่อมต่อกันเพื่อให้การศึกษาไทยเข้มแข็งขึ้น ทำให้เด็กฝึกคิดมากกว่าจำ ชั่วโมงเรียนไม่ควรซ้ำซ้อนมากเกินไป ข้อเสียของการปรับหลักสูตร หลายคนอาจจะมองว่า เปลี่ยนแปลงบ่อยมากเกินไป ดังนั้น ต้องทำความเข้าใจกับ ผู้ปกครองและเด็ก นายสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวว่า สนับสนุนให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.และ สทศ.ร่วมกันทบทวนและตัดสินใจในเชิงนโยบายให้ชัดเจนก่อนแล้วถึงค่อยมาดูโครงสร้างหลักสูตรว่า ควรจะต้องปรับอะไร ดีกว่าหรือไม่ ตอนนี้ยังไวไปที่จะบอกว่าต้องไปลดชั่วโมงเรียนหรือลดวิชาที่ซ้ำซ้อน นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เห็นด้วยกับการปฏิรูปหลักสูตร แต่อยากเสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรทั้ง 2 ชุด เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น และต้องปรับหลักสูตรทั้งระบบ อย่าทำเพียงแค่นำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2551 มาแก้ไขเล็กน้อยแล้วมาบอกว่าปรับแล้ว แต่ต้องทิ้งหลักสูตรเดิม สร้างและรื้อใหม่ทั้งระบบ ส่วนการปรับโครงสร้าง ศธ.ใหม่ โดยยกฐานะ กศน. เป็นแท่งหนึ่งนั้น ก่อนยกฐานะจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออก พ.ร.บ.การศึกษาตลอดชีวิตก่อน เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่าปรับเป็นแท่งแล้ว ประชาชนได้ประโยชน์อะไร ส่วนแนวคิดการแยก สกอ. เป็นอีกกระทรวงนั้นเห็นด้วย เพราะผลจากการรวม สกอ. มาเป็นหน่วยงานใน ศธ.กว่า 10 ปี พบกับความล้มเหลว เชื่อว่าแยก สกอ.ออกมาแล้ว จะทำให้เกิดพื้นที่เฉพาะในการเรียนรู้ การศึกษา วิจัยและนวัตกรรม นายฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับปรับหลักสูตร เพราะปัจจุบันระบบการศึกษาไทยค่อนข้างล้มเหลว นักเรียนไม่มีทักษะชีวิต ดังนั้น การปรับหลักสูตร อย่างน้อยเป็นความเคลื่อนไหวใหม่ที่ก้าวไปสู่ทิศทางที่ดี ข้อดีคือ น่าจะทำให้จำนวนชั่วโมงเรียนลดลง และลดความซ้ำซ้อนในหลายวิชา ส่วนเรื่องแยก สกอ.เป็นกระทรวงใหม่นั้น ต้องยอมรับว่าสมัยเป็นทบวงมหาวิทยาลัย ทำงานได้ดี มหาวิทยาลัยเติบโตมากและการผลิตบัณฑิต มีคุณภาพมาก ทำอะไรเป็นรูปธรรมและบัณฑิตยุคนั้นมีคุณภาพ แต่ปัจจุบันอ่อนมาก จบปริญญาตรีแทบทำอะไรไม่ได้ หากจะแยกออกเป็นกระทรวงจริงๆ ควรดูแลเฉพาะงานอุดมศึกษาอย่างเดียว ไม่ควรรวมงานอื่น ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา กล่าวว่า กรณีมีข้อเสนอให้แยก สกอ.ออกจาก ศธ.และตั้งเป็น กระทรวงใหม่นั้น ยืนยันว่าการเสนอปรับโครงสร้าง ศธ.โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ จะยังไม่พิจารณาในปีนี้อย่างแน่นอน เพราะยังไม่ต้องการให้เรื่องนี้ส่งผล ศธ.โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ จะยังไม่พิจารณาในปีนี้อย่างแน่นอน เพราะยังไม่ต้องการให้เรื่องนี้ส่งผล กระทบต่อการเร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะหากมุ่งเน้นแต่การปรับโครงสร้างเพียงอย่างเดียว จะวุ่นไปทุกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิ ครู อาจารย์ ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา แทนที่จะได้พัฒนาเด็กและเยาวชนกันอย่างจริงๆ จังๆ แต่ทุกคนจะต้องเข้ามาพัวพันในเรื่องนี้ไปด้วย ดังนั้น ในปีการศึกษานี้ ศธ.จะยังไม่ปรับโครงสร้างที่เป็นรูปแบบใหญ่ๆ แต่ขอเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นหลักซึ่งจะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ส่วนการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน กำลังดำเนินการอยู่ ยังไม่มีความคืบหน้า
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |
|
โพสเมื่อ :
29 ม.ค. 56
อ่าน 1866 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |