จุดอ่อนของมหาวิทยาลัยไทยคือไม่ได้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้




      

จุดอ่อนของมหาวิทยาลัยไทยคือไม่ได้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้

          ดำรง ลีนานุรักษ์
          มหาวิทยาลัยแม่โจ้

          สังคมแห่งการเรียนรู้เป็นศัพท์ที่มีรากที่มาจากทางตะวันตกที่เรียกว่าLearning society ได้มีการกล่าวอ้างถึงและใช้ศัพท์นี้ในหลายๆ ครั้ง เช่น การวางยุทธศาสตร์ระดับชาติในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งได้ทึกทักกันว่ามหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนมีการวิจัยค้นคว้าสร้างองค์ความรู้ใหม่นั้นแหละคือ สังคมหรือองค์กรแห่งการเรียนรู้ ได้มีการนิยามความหมายของสังคมแห่งการเรียนรู้นี้อยู่หลายหลากเช่นกัน
          แต่ที่น่าสนใจและมีการอธิบายชี้ถึงคุณลักษณะเฉพาะของ Learning society คือคำอธิบายของนาย Arie DeGeus ที่นำเสนอในหนังสือ The Living Company (ดู รู้รักสามัคคีบทเรียนจากนก มติชนรายวัน 15 ต.ค. 2549 ;หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้มอบให้ห้องสมุดปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สองปีเศษมาแล้ว)คุณลักษณะของสังคมแห่งการเรียนรู้
          นาย Arie DeGeus อดีตเป็นผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งของบริษัท Royal Dutch Shell และเคยรับผิดชอบฝ่ายการประเมินสถานการณ์อนาคต หรือ Scenario planning ของบริษัทเขาได้เคยวิจัยหาคุณลักษณะพิเศษที่มีอยู่ในองค์กรหรือบริษัทที่มีอายุยืนยาว เช่น บางบริษัทที่มีอายุมายาวเป็นร้อยปีโดยไม่ล้มหายไปไม่ว่ารูปแบบใด เช่น ถูกซื้อไปหรือถูกควบรวมกิจการไป แต่ยังมีความแข็งแกร่งภายในองค์กรที่ยืนยงทำธุรกิจอยู่ได้ภายใต้ความผันผวนของโลก
          สิ่งที่บริษัทเชลล์วิจัยพบในเรื่องนี้ไปสอดคล้องกับนักนิเวศวิทยาในอเมริกาที่รายงานลักษณะหรือคุณสมบัติของ Learning society ที่ได้ศึกษาเปรียบเทียบในสังคมของนกสองชนิด
          นั่นคือ สังคมนกทิดเม้าส์และนกเรดโรบินช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นกทั้งสองชนิดนี้ทั่วประเทศอังกฤษสามารถจิกกินครีมที่ลอยอยู่ส่วนบนของขวดนมแบบไม่มีฝาปิดที่เขามาส่งตามประตูบ้านตอนเช้าได้ ต่อมาหลังสงครามโลกได้มีการพัฒนาฝาฟอยล์อะลูมิเนียมบางๆ มาปิดปากขวด พบว่าประชากรนกทิดเม้าส์นับล้านตัวสามารถเรียนรู้ร่วมกันเจาะฝาฟอยล์แล้วกินครีมได้ แต่นกเรดโรบินไม่สามารถเจาะฝาฟอยล์ได้ ถึงแม้พบว่านกเรดโรบินบางตัวที่ทำได้ ก็จะเป็นความรู้เฉพาะตัว ไม่ได้ถ่ายทอดให้เป็นประโยชน์แก่นกเรดโรบินตัวอื่นๆ
          ดังนั้น นับได้ว่านวัตกรรมการเจาะฝาฟอยล์ในนกทั้ง 2 ชนิดเกิดขึ้น แต่มีการถ่ายทอดเรียนรู้ไปในประชากรทั้งหมดเฉพาะในนกทิดเม้าส์ โดยนวัตกรรมการเจาะฝาฟลอยที่เกิดในนกเรดโรบินจะคงอยู่เฉพาะตัวไม่ถ่ายทอดความต่างที่ส่งผลเช่นนี้เป็นเพราะว่า ในฤดูใบไม้ผลิ ทิดเม้าส์จะอยู่เป็นคู่เพื่อเลี้ยงลูกน้อย
          เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน ลูกนกโตและดูแลตัวเองได้ เราจะพบมันบินจากสวนหนึ่งไปอีกสวนหนึ่งเป็นฝูงๆ ฝูงละ 8-10 ตัว ทิดเม้าส์เหล่านี้จะคงอยู่เป็นฝูงบินไปตามชนบทสังสรรค์กันไปกับฝูงอื่นๆ และระยะเวลาของ mobility นี้ยาวประมาณ 2-3 เดือน
          ในทางตรงกันข้าม เรดโรบินเป็นนกที่อยู่แบบมีอาณาเขต เรดโรบินตัวผู้จะไม่ยอมให้ตัวผู้ตัวอื่นล่วงล้ำอาณาเขตของมัน ในการข่มขู่ตัวผู้อื่น เรดโรบินจะส่งสัญญาณเตือน สื่อเหมือนกับว่าไสหัวไปให้พ้นจากเขตของข้าโดยปกติเรดโรบินจะสื่อสารกันหรือมีSocial propagation ในเชิงปะทะหรือหักหาญกัน (antagonistic manner) ประกอบกับการมีขอบเขตที่อยู่อาศัยที่ไม่ล้ำเส้นกัน
          เขาได้สรุปว่า สังคมของนกทิดเม้าส์เป็นตัวแทนขององค์กรแห่งการเรียนรู้ หรือLearning Society ด้วยคุณสมบัติพิเศษ 3 ประการ นั่นคือ
          1.Innovation หรือ นวัตกรรมมีการคิดค้นสิ่งใหม่หรือความคิดใหม่ ตัวอย่างเช่น ความรู้
          จากการประเมินสถานการณ์ในอนาคตของบริษัทเชลล์ในอดีตว่ามีความเป็นไปได้ที่กลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมันดิบจะรวมตัวกันควบคุมราคาน้ำมันดิบของโลกผ่านการควบคุมระดับการผลิต สิ่งที่บริษัทเชลล์พบหรือคาดคะเนได้ในอดีตนี้ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมทางความคิดที่ส่งผลให้บริษัทปรับตัววางแผนรองรับสถานการณ์นั้นได้เนิ่นๆ ก่อนการเกิดวิกฤตน้ำมันดิบในเดือนตุลาคม 2518 ที่ส่งความระส่ำระส่ายไปทั่วโลก
          2.Social propagation มีการสื่อสารกันอย่างเป็นธรรมชาติและเป็นบวกภายในองค์กร ทำให้ข้อมูลข่าวสารหรือนวัตกรรมทางความคิดที่แปลกใหม่ได้กระจายเรียนรู้ร่วมกันหรือสร้างความตระหนักใหม่ร่วมและเป็นประโยชน์แก่องค์กร
          3.Mobility มีการเคลื่อนย้ายไปมาภายในองค์กรโดยไม่ถูกจำกัดตัวตามสภาพกายภาพเช่น ในบริษัทที่มีสาขากระจายทั่วโลกได้มีการเคลื่อนย้ายไหลเวียนของบุคลากรไปมาเช่น การเลื่อนระดับความรับผิดชอบของงานที่สูงขึ้นจะต้องไปขึ้นในงานสาขาอื่น หรือหน่วยอื่นซึ่งอาจจะเป็นต่างประเทศ เป็นต้น
          การไหลของคนโดยเฉพาะระดับบริหารนี้ผู้บริหารแต่ละคนก็จะมีประสบการณ์จากที่เก่าติดตัวไปและใช้ประโยชน์ในหน่วยงานใหม่การมีการไหลของตัวบุคคลในระดับบริหารนี้มีส่วนในการสร้างความตื่นตัวไม่ดักดานติดกรอบ หรือที่เรียกกันกว่ามี Flexibility สูงสังคมการอุดมศึกษาไทยไม่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
          เมื่อเราเอาปัจจัยทั้งสามข้อข้างต้นมาจับเราจะพบว่าภายในมหาวิทยาลัยของรัฐ ทั้งกลุ่มมหาวิทยาลัยเก่า กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏและราชมงคลที่เกิดใหม่ในสถานภาพของนิติบุคคลรวมแล้ว 79 แห่ง
          ในข้อที่หนึ่งเรื่อง นวัตกรรมถึงแม้ศักยภาพการเสริมสร้างนวัตกรรมของแต่ละมหาวิทยาลัยในระบบอุดมศึกษาที่สังกัดสำนักงานการอุดมศึกษานี้มีความแตกต่างกันสูงมากเมื่อวัดจากนวัตกรรมที่เกิดจากงานวิจัยแต่ถ้าพิจารณาในแง่นวัตกรรมทางความคิดน่าจะถือได้ว่าในแต่ละมหาวิทยาลัยก็มีศักยภาพสูงอยู่และมีอยู่
          ในข้อที่สองเรื่อง Social propagation อาจจะนับได้ว่าเป็นขีดจำกัดหรือปัจจัยลบด้วยกรอบการบริหารบุคคลของมหาวิทยาลัยไทยถูกครอบด้วยระบบราชการไม่คล่องตัว อีกทั้งนำไปสู่การแบ่งก๊กแบ่งก๊วน หรือแบ่งพวก ยิ่งทำการสื่อสารในสังคมไม่ไหลคล่องตัวเป็นหนึ่งแบบนกทิดเม้าส์ จนอาจจะพบว่าในบางมหาวิทยาลัยอาจจะมีบรรยากาศนกเรดโรบินอยู่ให้เห็นด้วยซ้ำไป
          ในปัจจัยข้อที่สามเรื่อง Mobility นับเป็นข้อด้อยที่สุดของระบบการอุดมศึกษาไทยเพราะระบบมหาวิทยาลัยไทยไม่มี Mobility โดยหลักแล้วถ้าบุคลากรเริ่มงานที่มหาวิทยาลัยไหนก็จะอยู่จนเกษียณที่มหาวิทยาลัยนั้นตามกรอบระบบราชการไทย
          เพราะฉะนั้นบุคลากรที่มีคุณภาพและศักยภาพในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่มีประสบการณ์ทางวิจัยและวิชาการสูงๆ หรือนักบริหารที่ผ่านการบริหารงานในระบบที่ใหญ่ก้าวหน้าและซับซ้อนเชิงวิชาการ ถูกบังคับโดยระบบให้ต้องอยู่ติดที่ไม่สามารถไหลไปเป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้
          ทั้งๆ ที่มหาวิทยาลัยเกิดใหม่ทั้งหลายขาดทั้งผู้นำทางด้านวิชาการและนักบริหารสถานศึกษาที่เก่งและมีประสบการณ์ อีกทั้งโครงสร้างของระบบราชการในระบบมหาวิทยาลัยนี้ได้ก่อให้เกิดสภาพ การเล่นการเมืองในมหาวิทยาลัย
          มีการตั้งก๊วน แบ่งก๊กกันแย่งที่จะให้ตัวหรือพวกตัวเข้าไปบริหารไม่ว่าในระดับมหาวิทยาลัย ระดับคณะ หรือแม้ในระบบภาควิชา
          สภาพนี้เป็นที่ทราบหรือเห็นกันอยู่เนืองๆแต่ไม่รู้จะแก้อย่างไร หรือไม่มีใครอยากไปแก
          ความไม่มี Mobility ของระบบมหาวิทยาลัยไทยนี้ถือได้ว่าเป็นข้อถ่วงหนักที่สุดที่จะชี้ได้ว่าระบบมหาวิทยาลัยหรือระบบอุดมศึกษาของเราไม่ได้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้หรือ Learning society เลย
          ในต่างประเทศที่ระบบการอุดมศึกษามีเกณฑ์มาตรฐานสูงกว่าเรา จะพบว่าคณาจารย์ที่จะขึ้นเป็นศาสตราจารย์ในสาขาวิชาหนึ่งๆ ในแต่ละภาควิชาหรือคณะจะจำกัดจำนวนตามความสำคัญของศาสตร์ในสาขานั้นๆ ที่เขาจะเน้น
          อีกทั้งจะเป็นธรรมเนียมที่จะไม่เลื่อนเอาอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือรองศาสตราจารย์ในหน่วยงานหรือมหาวิทยาลัยตัวเองขึ้นเป็นศาสตราจารย์ แต่จะประกาศให้ผู้ที่มีความสามารถทั่วประเทศหรือแม้ทั่วโลกที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่กำหนดมาสมัครแข่งขันกัน
          ดังนั้น คนที่เก่งๆ และเด่นทางวิชาการจากมหาวิทยาลัยหนึ่งก็จะมีโอกาสไปทำประโยชน์อีกมหาวิทยาลัยหนึ่งได้
          ตำแหน่งบริหารหน่วยงานก็เช่นกัน โดยเฉพาะระดับหัวหน้าภาค คณบดี และอธิการบดี หรือแม้ตำแหน่งรองอธิการบดีก็จะมีการประกาศในวงกว้างทั่วโลก เพื่อการคัดสรรคนได้กว้างขวางและเช่นกัน มักจะไม่ให้ผู้มีตำแหน่งรองหรือคนในสมัครในตำแหน่งคณบดีและอธิการบดี
          เพราะเขาต้องการความมี Mobility
          บทสรุป
          แน่นอนว่าระบบมหาวิทยาลัยไทยโตมาจากระบบราชการและทุกวันนี้ก็ยังอยู่ในกรอบราชการ แม้จะได้มีความพยายามผลักดันให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ซึ่งมีความคล่องตัวสูงกว่า อีกทั้งในหลายๆ มหาวิทยาลัยก็ได้มีการประกาศรับสมัครตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงจากนอกองค์กรแต่ก็ยังมีอยู่น้อย อีกทั้งบางครั้งก็เป็นการประกาศแก้เกี้ยวให้คนนอกมาสมัครแต่กลุ่มอิทธิพลภายในได้ดำเนินการล็อคโผภายในไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นต้น
          การเสริมสมรรถนะของระบบมหาวิทยาลัยให้แกร่งขึ้นและหลุดจากการเล่นการเมืองภายใน มีการบริหารงานที่สากลมากขึ้น การสร้างให้มหาวิทยาลัยไทยมี Mobility สูงขึ้นทั้งระดับหัวของการบริหารและวิชาการจึงเป็นสิ่งที่ควรเน้นดำเนินการ แต่งานระดับนี้คงไม่อาจทำให้เกิดขึ้นได้เองภายในมหาวิทยาลัย ด้วยนี่เป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างที่ฝืนความรู้สึกคนโดยเฉพาะกลุ่มอิทธิพลหรือกลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นครูบาอาจารย์เรานี่แหละ
          การรีเอ็นจิเนียร์ในเรื่องนี้คงต้องเป็นงานของระดับคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่ต้องประสานงานให้ได้รับการสนับสนุนจากท่านรัฐมนตรีที่กำกับ และถ้าจะมุ่งมั่นให้เกิดขึ้นจริงคงต้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
          เมื่อนั้นเราก็จะมีสังคมการอุดมศึกษาที่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้แบบนกทิดเม้าส์ไม่ใช่สังคมแปลกแยก หรือมหาวิทยาลัยของข้าใครอย่าแตะแบบสังคมของนกเรดโรบิน

          ที่มา : --มติชน ฉบับวันที่ 6 ม.ค. 2554 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 05 ม.ค. 54   อ่าน 6789 ครั้ง      คำค้นหา :