ถอดรหัสรุก"อาชีวะ"แผนสู่ที่หนึ่งในใจ"นิวเจน"
|
วันเพ็ญ แก้วสกุล [email protected] "เรียนอาชีวะทำไม ได้เงินเดือนน้อยไม่ก้าวหน้า" ประเด็นคำถามที่มักจะผุดขึ้นในมุมคิดของทั้งผู้ปกครองและผู้เรียน สำท้อนความนิยมของการเลือกเส้นทางในสายการศึกษาของผู้ผกครองและเด็กไทย จำนวน 2,000 กลุ่มตัวอย่างทั้วประเทศ เพื่อค้นหาถึงทัศนคติและความเห็นที่มีต่อปัญหาหลักๆ ของประเทศเกี่ยวกับ "การศึกษา" ของเด็กไทยยุคนี้ โดยทำการสำรวจกับประชากรหลากหลายพื้นที่ในช่วงระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม - 14 สิงหาคม 2553 โดยศูนย์ข้อมูลธุรกิจกรุงเทพธุรกิจ ซึ่งได้พบหลายตัวเลขที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงทัศนคติเด็กไทยต่อการตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางการศึกษาระหว่างสายสามัญ กับ อาชีวศึกษา จากสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างต่างจังหวัด 51% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 49% ซึ่งในกลุ่มนี้แบ่งเป็นสอบถามกับผู้ปกครอง 50% และนักเรียน 50% แยกเป็นชาย 41% และหญิง 59% พบว่า ผู้ตอบในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีอัตราการเลือกเรียนอาชีวะมากกว่าต่างจังหวัด 3 เท่า โดยเหตุผลในการเลือกเรียนสายสามัญนั้น ผู้ตอบในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 66% มองประเด็นว่าจะมีอนาคตที่ดีกว่า, 58% ต้องการปริญญาบัตร, 35% เป็นความต้องการของครอบครัว, 1% ชอบทางด้านเนื้อหาวิชาการ, 1% ได้รับอิทธิพลจากผู้อื่น ขณะที่ผู้ตอบในต่างจังหวัดให้ความเห็นว่า 66% มองเรื่องของอนาคตมาเป็นอันดับแรก ตามมาด้วย 59% ต้องการปริญญา, 20% เป็นความต้องการของครอบครัว, 19% ชื่นชอบในเนื้อหาวิชาการ, 1% รับอิทธิพลจากผู้อื่น เมื่อถามถึงเหตุผลที่ไม่เลือกเรียนสายอาชีวะ กลุ่มตัวอย่างมองว่า ประเด็นเรื่องความรุนแรงนำฌด่งมาเป็นอันดับแรกที่ 41% ถัดมามองว่า มีอนาคตที่จำกัด 41%, หางานยาก 26%, สังคมไม่ยอมรับ ไม่น่าภูมิใจ 16%,เป็นสายวิชาของเด็กเรียนอ่อน 7% และอื่นๆ อีก 11% ส่วนเหตุผลที่เลือกเรียนอาชีวะกลุ่มตัวอย่างมองว่ เรียนไม่นานก็จบออกมาทำงานได้ 39% รองลงมา 35% มองว่า เรียนง่ายกว่า และแข่งขันน้อยกว่า, 35% ชอบการเรียนแบบปฏิบัติมากกว่าวิชาการ, 35% มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม และ 30% เพราะหางานง่าย ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนเส้นทาง "อาชีวะศึกษา" ในไทย ซึ่งเป็นภารกิจใหญ่ที่ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ตระหนักและเร่งปรับแก้เพื่อกู้ความนิยม "อาชีวะศึกษา" กลับมา "ที่ผ่านมาอาชีวะไม่เคยทำเรื่องภาพลักษณ์ให้คนส่วนใหญ่เชื่อได้ว่าศักยภาพที่แท้จริงคืออะไร" แนวทางของภารกิจครั้งนี้ของ รมช.ศธ.รุกคู่ขนานกันไปทั้งนโยบายและกิจกรรม ภายใต้กรอบการทำงาน การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2552-2561) ที่มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษากับสายสามัญจาก 40:60 เป็น 60:40 ซึ่งผลจากการผลักดันให้มีโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 พบว่า ส่งผลให้จำนวนผู้เรียนสายอาชีวะเพิ่มขึ้นเป็น 47% แต่ก็ยังพบว่าสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้มีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่มีเหตุต้องออกกลางคันซึ่งก็มีผลต่อเป้าหมายนักเรียนที่วางไว้ การหันมาโฟกัสกับสาขายอดนิยม ด้วยการปรับงบประมาณที่เป็นเงินอุดหนุนราบหัวโครงการเรียนฟรีฯ ในส่วนของสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้จบแล้วมีงานทำทั้ง 100% โดยเฉพาะสายอาชีพที่มีความต้องการแรงงานอย่างสูงใน 3 สาขา ประกอบด้วย ด้านอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ด้านธุรกิจและบริการ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก โรงแรม ภัตตาคาร ขนส่ง โลจิสติกส์ และ กลุ่มเกษตรและปศุสัตว์ "เด็กจบปริญญาตรี จบออกมาตกงานถึง 50% แต่เรียนอาชีวะมีโอกาสจบแล้วได้งานทำเลย ตรงนี้ที่อยากจะชี้ให้เห็น ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันกลไกต่างๆ ที่นอกจากได้งานทำแล้วยังได้รับผลตอบแทนสูง" ตัวเลขการสำรวจอัตราผลตอบแทนของผู้จบสายอาชีวศึกษา พบว่า หลายสาขาอาชีพมีแนวโน้มได้รับผลตอบแทนต่อเดือนเพิ่มขึ้น โดยในกลุ่มเครื่องจักรกลโลหการสาขาอาชีพแม่พิมพ์ สตาร์ทด้วยระดับผู้ช่วยช่าง 6,000 บาท ไล่ระดับไปจนถึงช่างเทคนิค 20,000 บาท แต่หากพัฒนาจนได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแม่พิมพ์ มีรายได้สูงถึง 50,000 บาทต่อเดือน นอกจากผลตอบแทนแล้ว ยังมีอีกหลายแนวทางที่ได้ดำเนินการแก้ภาพลักษณ์ในเรื่องของคุณภาพของการศึกษา คุณภาพของครูผู้สอน และการยกระดับของผู้เรียนอาชีวศึกษา เริ่มจากนโยบายแนวรุกเพื่อดึงเด็กดี เด็กเก่งเข้ามาเรียนอาชีวศึกษามากขึ้นด้วยการให้โหวตกับเด็กจบชั้น ม.3 ที่มีเกรดเฉลี่ย 3.00 เข้ามาเรียน รวมถึงโครงการครูพันธ์อา ยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ต้องการดึงคนเก่งเข้ามาเป็นครูสายอาชีพ โดยเฉพาะในสาขาช่างที่ค่อนข้างขาดแคลนครูถึงกว่า 20,000 อัตรา ล่าสุดกับกิจกรรมเชิงรุก "อาชีวะตลาดอาชีพ Job Market" ที่รวมเอาการเปิดอบรมวิชาชีพกว่า 60 วิชาชีพ การจำหน่ายสินค้าจากนักศึกษาอาชีวะ จุดแนะแนวการศึกษาต่อวิชาชีพ และรับสมัครนักเรียนในระดับ ปวช. และ ปวส. เป้าหมายก็สร้างภาพลักษณ์ และการรับรู้ "อาชีวศึกษา" ให้ดีขึ้น และกว้างกว่าเดิม แนวโน้มความต้องการกำลังคนในภาคธุรกิจ ช่วง 2553-2557 จะพุ่งสูงถึง 2.7 ล้านคน ซึ่งภารกิจ "สร้างคนอาชีวะ" ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถือเป็น "ปลายทอง" ที่สะท้อนความสำเร็จของแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนครั้งนี้ว่าจะครองใจผู้เรียนรุ่นใหม่ให้เดินสู่ถนนสายอาชีวะได้มากแค่ไหน ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ |
|
โพสเมื่อ :
31 ม.ค. 54
อ่าน 11431 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |