วิทยาลัยชุมชนกับภารกิจพัฒนาคนคืนถิ่น




      

วิทยาลัยชุมชนกับภารกิจพัฒนาคนคืนถิ่น

 

          กลิ่น สระทองเนียม
          ตามที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้กล่าวในเวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง การพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของชุมชนเพื่อสัมมาอาชีพไว้น่าสนใจตอนหนึ่งว่า การมีสัมมาอาชีพเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการที่คนมีงานทำ มีรายได้ มีสัมมาอาชีพเต็มพื้นที่จะเป็นปัจจัยหลักของความร่มเย็นเป็นสุข ซึ่งสัมมาอาชีพไม่ใช่มีแค่การมีงานทำ แต่ต้องเป็นอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม หากทั่วประเทศกว่า 8,000 ตำบล มีสัมมาอาชีพเต็มพื้นที่ จะทำให้ประเทศแข็งแรง บ้านเมืองสงบเรียบร้อย.
          จากแนวคิดนี้สามารถสะท้อนให้เห็นที่มาของปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีเพราะการที่ประชาชนทิ้งท้องถิ่นไปแออัดแข่งขันทำมาหากินตามเมืองใหญ่ จนเกิดปัญหาสังคมตามมามากมายและวิถีชีวิตก็อยู่กันแบบไม่มีความสุขนั้น ก็ด้วยขาดการยึดสัมมาอาชีพในท้องถิ่นของตนเอง ปัญหาที่ว่านี้จะไปโทษประชาชนฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูกเพราะภาครัฐเองก็ขาดการปลูกฝัง ส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจังเพราะส่วนใหญ่ไปมุ่งอยู่กับการแข่งขันทางเศรษฐกิจมหภาค ผลที่เกิดขึ้นจึงเกิดคนรวยเป็นกระจุก คนจนมีกระจาย วิถีชีวิตความสุขของประชาชนส่วนใหญ่จึงไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการที่รัฐไม่สามารถใช้ การศึกษา ให้เป็นเครื่องมือพัฒนาบุคลากรของชาติให้เกิดคุณภาพเต็มตามศักยภาพที่ทุกคนมีอยู่อย่างแท้จริงได้ แถมยังมีการไปลอกเลียนแบบวิธีการจัดการศึกษาของฝรั่งมาใช้กับคนไทยด้วยแล้ว ยิ่งเหมือนส่งเสริมเจตคติให้เด็กและผู้ปกครองหลงทางกับการศึกษาไปใหญ่ด้วยหวังเพียงให้ลูกหลานเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นและมีเป้าหมายท้ายสุดอยู่ที่ปริญญา แทนที่จะเป็นคุณภาพชีวิต
          เมื่อคนรุ่นใหม่มุ่งเรียนสายสามัญเป็นหลัก การแข่งขันเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจึงมีอัตราส่วนสูง การเรียนรู้จึงใส่ใจไปที่เนื้อหาวิชาการ เพื่อจดจำและนำความรู้ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยและคณะที่ตนเองปรารถนา แต่พอพลาดหวังก็ต้องจำใจเรียนกับสถาบันและสาขาที่ไม่ตรงกับความถนัดเมื่อจบออกมาก็ต้องมาแย่งกันเป็นมนุษย์เงินเดือนทั้งที่งานนั้นไม่ตรงกับความถนัดก็ตาม  หรือแม้แต่การศึกษาสายอาชีพที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่สามารถพัฒนาทักษะด้านอาชีพให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนตามวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาสายอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม สุดท้ายเจตคติของผู้เรียนก็พุ่งเป้าไปที่วุฒิการศึกษาเพื่อออกไปเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนกับสายสามัญ
          ดังนั้นการที่จะทำให้คนไทยเกิดสัมมาอาชีพในท้องถิ่นได้ รัฐคงจะต้องปรับรูปแบบและวิธีการจัดการศึกษาของชาติกันใหม่เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาคนให้กลับคืนสู่ท้องถิ่น เพื่อสร้างสัมมาอาชีพอย่างถาวรได้ซึ่งแนวทางที่จะดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมายที่ว่านี้ ปัจจุบันก็มีบางหน่วยงานสามารถทำให้เห็นผลบ้างแล้วนั่นก็คือ การจัดการศึกษาในรูปแบบของ วิทยาลัยชุมชน ที่สามารถนำการศึกษาเข้าไปถึงพื้นที่โดยการพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพตามที่ท้องถิ่นต้องการจนเกิดมูลค่าเพิ่มในอาชีพที่ทำอยู่และเกิดอาชีพใหม่ในชุมชนอย่างหลากหลาย ซึ่งการที่วิทยาลัยชุมชน สามารถดำเนินการเรื่องนี้บรรลุเป้าหมายได้อย่างดียิ่ง ก็ด้วยใช้หลักการการมีส่วนร่วมที่ว่า  วิทยาลัยชุมชน เป็นการศึกษาของประชาชน บริหารจัดการโดยประชาชนและจัดตามความต้อง การของประชาชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการส่งเสริมภาคผลิตจริงในท้องถิ่น ดูแลแรงงานที่ออกจากภาคเกษตร และเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำให้การจัดการศึกษารูปแบบนี้โดนใจประชาชนแต่ละท้องถิ่นอย่างมาก
          โดนใจแรก ก็ด้วยเป็นการนำการศึกษาเข้าไปหาประชาชนให้ใกล้กับผู้เรียนมากที่สุด ทำให้วิทยาลัยชุมชนเกิดขึ้นในหลายจังหวัดที่ไม่มีสถาบันอุดมศึกษา พร้อมเกิดเครือข่ายในระดับอำเภอตำบลจนถึงหมู่บ้าน ประชาชนจึงเข้าถึงการศึกษาได้สะดวกและเสียค่าใช้จ่ายน้อย ที่สำคัญที่สุดได้ศึกษาตามความสนใจทั้งกลุ่มที่ต้องการพัฒนาความรู้หรืออาชีพตามความสนใจ กลุ่มที่ต้องการพัฒนาเติมเต็มกับอาชีพที่ทำอยู่ หรือกลุ่มที่ต้องการเรียนต่อสูงขึ้น
          โดนใจที่สอง คือ ได้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายและร่วมจัดการศึกษา ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการระดมสรรพกำลังทรัพยากร ทั้งอาคารสถานที่ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีแห่งการแบ่งปัน พอเพียง ที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานการศึกษา งานราชการและเอกชนในท้องถิ่นที่นำมาร่วมกันใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด การเกิดวิทยาลัยชุมชนจึงประหยัดงบประมาณได้อย่างมาก ซึ่งการระดมสรรพกำลังที่ว่านี้ได้รวมถึงบุคลากรที่จะมาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และพัฒนาทักษะตามหลักสูตรต่าง ๆ จากเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ที่เป็น ครู อาจารย์ ข้าราชการ นักธุรกิจ นักการเมือง นักกฎหมาย รวมถึง ปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้ประชาชนได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง รู้จริง นำไปพัฒนาอาชีพในท้องถิ่นของตนเองจนเกิดมูลค่าเพิ่มได้
          โดนใจต่อมา คือ ความหลากหลายของหลักสูตรที่สามารถตอบสนองต่อชุมชนในการพัฒนาอาชีพ เศรษฐกิจและสังคม ทั้งหลักสูตรระยะยาว ระดับอนุปริญญาที่สามารถถ่ายโอนไปศึกษาต่อถึงระดับปริญญาตรีได้ และหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นที่สอดคล้องกับสัมมาอาชีพวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น รวมถึงหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งด้วยตนเอง ซึ่งหลักสูตรทั้งหมดนี้จะมีความยืดหยุ่นสามารถเปิดหรือปิดได้ง่ายเพื่อให้ความรู้และทักษะอาชีพพัฒนาก้าวได้ทันเหตุการณ์และเป็นปัจจุบันตลอดเวลา
          โดนใจสุดท้าย ก็คือ ค่าใช้จ่ายกับการเรียนรู้ในวิทยาลัยชุมชนจะอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนระดับรากหญ้าเข้าถึงการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างทั่วถึงนั่นเอง
          จากรูปแบบการดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนที่สนองตอบกับความต้องการของประชาชนทั้งหมดนั้น ส่งผลให้ในรอบทศวรรษของการจัดการศึกษาที่ผ่านมาได้ช่วยให้คนท้องถิ่นทั่วประเทศทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะ และสาขาอาชีพ มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาตามความสนใจ ทั้งหลักสูตรอนุปริญญาที่มีผู้ผ่านการศึกษาแล้วเป็นแสนรายหรือ หลักสูตรอาชีพระยะสั้น ก็ผ่านการพัฒนาไปแล้วหลายแสนรายด้วยกัน นอกจากนั้นวิทยาลัยชุมชนยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานเพื่อให้ชุมชนขับเคลื่อนไปสู่ความเข้มแข็งด้วยตัวเอง ด้วยการให้ความรู้สร้างความตระหนักถึงวิถีชีวิตที่ดีงามมีความสุข บนพื้นฐานความพอเพียง เห็นคุณค่าของท้องถิ่นและร่วมอนุรักษ์สืบสานสิ่งดีงามทั้งหลายให้คงอยู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้ ได้ทดลองนำร่องไปแล้วในหลายพื้นที่ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เช่น กรณีการอนุรักษ์ผ้าหม้อห้อมของชาวจังหวัดแพร่ การอนุรักษ์ ชุมชนชายฝั่งทะเล บ้านตันหยงเปา จังหวัดปัตตานี การฟื้นฟูการทำนาในพื้นที่ร้างในหลายพื้นที่หรือมัคคุเทศก์เฉพาะทางทะเลชายฝั่งของหลายจังหวัดภาคใต้ เป็นต้น
          การที่ได้นำแนวทางการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนมาเสนอครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาบุคลากรของชาติให้เกิดคุณภาพบรรลุเป้าหมาย การศึกษา สร้างคน สร้างงาน สร้างชาติ ที่แท้จริงนั้นจะต้องพัฒนา ส่งเสริมเติมเต็ม ในศักยภาพที่แต่ละบุคคลมีอยู่ ไม่ใช่มุ่งแต่จะให้เรียนต่อสูงขึ้นอย่างเดียว เพราะการที่คนในชาติแข่งขันกันเรียนต่อระดับที่สูงขึ้นโดยไม่รู้เป้าหมายชีวิตหรือเป็นไปตามความถนัดของตนเอง ก็จะทำให้คนในชาติเก่งแต่วิชาการแต่ด้านคุณภาพชีวิตที่จะทำให้อนาคตสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข บนพื้นฐานความพอเพียงนั้นแทบจะไม่เกิด ด้วยขาดทักษะอาชีพ ไม่มีนิสัยรักการทำงาน ขาดจิตสำนึกรักบ้านเกิดเมืองนอน ไม่เห็นคุณค่าของท้องถิ่น ฯลฯ ผลที่ได้รับจากการศึกษา จึงออกมาในลักษณะ มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เมื่อผลผลิตของชาติส่วนใหญ่ออกมาอย่างนี้ความหวังที่จะให้ประชาชนเกิดสัมมาอาชีพเพื่อให้วิถีชีวิตมีความสุข เช่นอดีตคงจะเป็นไปได้ยาก หากไม่ปรับวิธีคิดการพัฒนาบุคลากรของชาติกันใหม่ การที่จะเห็นชุมชนสงบสุข บ้านเมืองเข้มแข็ง ก็คงเป็นไปได้ยากเช่นกันซึ่งสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันนี้ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมอยู่แล้ว มิใช่หรือครับ.

          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 28 ส.ค. 2555 (กรอบบ่าย)--



โพสเมื่อ : 27 ส.ค. 55   อ่าน 1792 ครั้ง      คำค้นหา :