ความสามารถในการแข่งขัน นโยบายสาธารณะและมหาวิทยาลัยของไทย
ความสามารถในการแข่งขัน นโยบายสาธารณะและมหาวิทยาลัยของไทย
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ข่าวที่ไม่น่าแปลกใจที่เราได้รับจากองค์กรจัดลำดับความสามารถในการแข่งขันเมื่อเร็วๆ นี้ ได้แก่ World Economic Forum และ IMD ที่ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันลดลง!! แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า เห็นจะเป็นข้อมูลที่ว่าภายใน 1 ปี เวียดนาม (ซึ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจถือว่าเป็นคนละดิวิชั่นกับของไทย) ได้แซงจากลำดับที่ 75 ขึ้นมาเป็น 59 ขณะที่ไทยเราตกลงจากอันดับที่ 36 เป็น 38 ที่น่ากังวลใจมากที่สุดก็คือว่า ในการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขันในประเทศของ 3 องค์กร มีฉันทามติหรือความเห็นตรงกันว่า ไทยเราถดถอยลง(ตารางที่ 1) คือในการจัดลำดับด้วย Global Competitive Index เราลดลง 2 อันดับของ IMD เราลดลง 1 อันดับ และEDBR เราลดลงถึง 7 ลำดับ ในบรรดา 3 องค์กรจัดลำดับ World Economic Forum (WEC ผู้ทำGlobal Competitive Index) ซึ่งได้จัดลำดับมานานกว่า 30 ปีแล้ว และมีประเทศสมาชิกอยู่ถึง 139 ประเทศ ดูจะน่าสนใจกว่าเพื่อนคือ เขาแบ่งประเทศตามระดับการพัฒนาเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 เป็นระดับการพัฒนาที่อาศัยปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก (Factor Driven Economy) ซึ่งปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จของกลุ่มนี้ได้แก่ นโยบายสาธารณะและกฎหมายที่ดี การมีระบบสาธารณูปโภค การศึกษา และการบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน และการจัดการเศรษฐกิจมหภาค รายได้ต่อหัวของประเทศในกลุ่มนี้น้อยกว่า 2,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ประเทศในกลุ่มนี้ได้แก่ฟิลิปปินส์และเวียดนาม ระดับที่ 2 เป็นระดับที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ (Efficiency Driven Economy) ประเทศจีน มาเลเซีย และไทยจัดอยู่ในดิวิชั่นนี้ ความสำเร็จของการพัฒนากลุ่มที่ 2 จะขึ้นกับนโยบายกฎหมาย ขนาดและประสิทธิภาพของตลาด สมรรถนะด้านเทคโนโลยี และการพัฒนาของตลาดทุน กลุ่มที่ 3 ก็จะเป็นระดับการพัฒนาที่พึ่งพิงนวัตกรรม (Innovation Driven Economy) ประเทศพัฒนาแล้วก็จะอยู่ในกลุ่มนี้ ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ปัจจัยของความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับนโยบายสาธารณะ กฎหมาย ศักยภาพของธุรกิจและนวัตกรรม ปัจจัยที่ว่ามานี้ก็คือ ปัจจัยที่นำมาสร้างตัวชี้วัดก่อนที่ WEC จะสรุปมาเป็นการจัดลำดับ จะเห็นได้ว่านโยบายสาธารณะเป็นปัจจัยที่สำคัญในทุกระดับของการพัฒนาประเทศจะล้มลุกคลุกคลาน จะโชติช่วงชัชวาลหรือจะสิ้นเนื้อประดาตัวก็ขึ้นอยู่กับนโยบายสาธารณะ WEC ให้นิยามความสามารถในการแข่งขันว่า เป็นความสามารถที่ยกระดับความอยู่ดีกินดีอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงสถาบัน ระบบนโยบายอย่างมาก ในปัจจุบัน รัฐบาลไทยได้ให้เงินวิจัยแก่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ โดยตั้งเป้าไว้ว่าผลงานวิจัยจะนำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขัน สำหรับสายวิทยาศาสตร์ งานวิจัยที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ แต่สำหรับสายสังคมล่ะ คำตอบก็น่าจะเป็นนวัตกรรมด้านนโยบายที่มาจากงานวิจัย รัฐบาลปัจจุบันมีนวัตกรรมด้านนโยบายมากมายตั้งแต่ แท็บเล็ต ลดภาษีรถคันแรก บ้านหลังแรก รับจำนำข้าวกองทุนความมั่งคั่ง ฯลฯ ทั้งหมดนี้จะนำพาประเทศไปถึงฝั่งอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ ต้องให้มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นมันสมองของประเทศ ช่วยวิจัยศึกษาหาข้อมูล ตรวจสอบ และเผยแพร่ให้ประชาชนรู้เท่าทันนโยบาย หากจะให้มหาวิทยาลัยทำงานวิจัยได้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็จะต้องมีนโยบายที่ดี ที่กำกับไม่ให้มหาวิทยาลัยปั๊มปริญญาและเปิดการสอนพิเศษมากเกินกำลัง หากจะให้มหาวิทยาลัยวิจัยทั้ง 9 แห่งของไทยได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหิดลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นผู้นำด้านวิจัยทางนโยบาย ตัวชี้วัดอาจจะไม่ใช่แค่การตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศเท่านั้น แต่ควรจะเป็นการทำวิจัยในหัวข้อนโยบายสาธารณะ แต่เป้าหมายความสามารถในการแข่งขันหรือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเพียงเป้าหมายหนึ่งของการพัฒนาประเทศเท่านั้น เป้าหมายสำคัญอีกเป้าหมายหนึ่งคือ การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม หากเราสนใจที่จะลดความเหลื่อมล้ำ การวิจัยที่มหาวิทยาลัยจะทำต้องเป็นงานบริการวิชาการให้แก่ชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นงานที่มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นและชุมชนมีความได้เปรียบ รัฐบาลก็ควรสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ นอกจากมหาวิทยาลัยทั้ง 9 แห่ง มีโอกาสทำงานวิจัยเพื่อชุมชน และหาตัวชี้วัดที่ถูกต้องด้วยเช่นกัน แต่ประสบการณ์ของมหาวิทยาลัยทั่วไปกลับเป็นว่ามหาวิทยาลัยสนใจแต่ได้ทุนวิจัยกี่ล้านบาท ตีพิมพ์วารสารต่างประเทศได้กี่ครั้งต่อปี มากกว่าจะสนใจว่ามหาวิทยาลัยได้ทุนวิจัยไปทำอะไร เพื่อใคร และสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างไร คิดให้ประเทศพ้นทุกข์ ต้องคิดวิจัยนโยบายสาธารณะ หากคิดวันนี้ไม่ทันคิดพรุ่งนี้ก็ยังไม่สายเกินไป!
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |
|
โพสเมื่อ :
15 ก.ย. 54
อ่าน 31236 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |