"เรื่องเล่า ข่าวศึกษา" 2 นโยบายที่เข้มข้นของ สพฐ.




      

เรื่องเล่า ข่าวศึกษา 2 นโยบายที่เข้มข้นของ สพฐ.

          ในช่วงนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) ได้มีการวางนโยบายให้ผู้บริหารทั่วประเทศได้รับทราบและถือเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อเป็นการรองรับนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ซึ่งจะส่งผลให้การจัดการศึกษาแก่เด็กในวัยเรียนเกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม
          เรื่องแรกคือด้านวิชาการ ที่ สพฐ.จะเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยจะยกระดับความสำคัญของการใช้ผลทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือO-NET  (โอเน็ต) สู่การเรียนการสอนการวัดผลประเมินผล และนำมาประกอบการเลื่อนชั้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่นักเรียนจะต้องได้คะแนนในกลุ่มสาระวิชาภาษาไทยมากกว่าร้อยละ 40 และกลุ่มสาระวิชาคณิตศาสตร์ร้อยละ 35 อย่างไรก็ตามเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ สถานศึกษาทุกแห่งจึงควรมีการเตรียมการตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 5
          ส่วนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 ยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของผู้บริหารระดับมัธยมศึกษาที่อาจจะต้องให้นักเรียนมีทักษะทางความคิด ทักษะต่างประเทศเข้ามาประกอบในการพิจารณาด้วย
          ประการที่สองคือการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ได้จากการศึกษาสภาพปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กที่ผ่านมาและได้พบว่าโรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกันใน 4 ด้าน คือ
          ด้านบริหารจัดการ เนื่องจากโรงเรียนดังกล่าวมีอัตราส่วนครูต่อนักเรียน นักเรียนต่อห้อง ต่ำกว่ามาตรฐาน ค่าใช้จ่ายต่อนักเรียน 1 คนสูงกว่าโรงเรียนขนาดอื่น นอกจากนั้น ยังมีโรงเรียนขนาดเล็กอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษ เช่น ห่างไกลความเจริญ อยู่บนภูเขาสูง บนเกาะ ชายขอบของประเทศ ฯลฯ ก่อให้เกิดปัญหาในการเดินทางไปเรียนเป็นอย่างมากแม้ว่านักเรียนจะได้รับค่าพาหนะในการเดินทางแล้วก็ตาม แต่ค่าพาหนะที่ได้รับนั้นไม่พอเพียงและต่อเนื่อง
          ด้านการเรียนการสอน ที่พบว่า ครูส่วนใหญ่ขาดทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในสภาพที่ครูไม่ครบชั้นและนักเรียนมีจำนวนน้อยในแต่ละชั้น ครูสอนไม่เต็มเวลาและเต็มความสามารถ หลักสูตรและแผนการจัดการเรียนรู้ไม่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนสื่อการเรียนการสอนเทคโนโลยีการสื่อสารและแหล่งการเรียนรู้มีจำนวนจำกัด เนื่องมาจากได้รับงบประมาณน้อยส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
          ด้านความพร้อมเกี่ยวกับปัจจัยสนับสนุน ทั้งในเรื่องงบประมาณที่ต้องใช้เกณฑ์ในการจัดสรรเนื่องจากการคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กได้รับจัดสรรบุคลากร งบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ สิ่งก่อสร้างเป็นจำนวนน้อย อุปกรณ์การเรียนการสอนไม่เพียงพอ และโรงเรียนไม่สามารถระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองหรือชุมชนได้ เนื่องจากชุมชนมีความยากจน
          ด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ที่แม้ว่าจะมีตัวแทนของชุมชนและองค์กรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานก็ตาม แต่บทบาทของคณะกรรมการดังกล่าวยังมีไม่มากนัก ส่งผลให้การประสานงานกับหน่วยงานองค์กรอื่น เกือบจะกล่าวได้ว่ามีน้อยมากหรือไม่มีเลย
          ด้วยเหตุดังกล่าว สพฐ.จึงมีนโยบายดำเนินงานบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กขึ้น ในเบื้องต้นคือในปี 2554 จะมุ่งไปที่โรงเรียนขนาดเล็ก 2,500 โรง ที่มีนักเรียนไม่เกิน 40 คนต่อโรง ซึ่งได้มอบหมายให้เขตพื้นที่การศึกษา สำรวจและกำหนดรายชื่อโรงเรียนขนาดเล็กว่าอยู่ในเขตใด และทำแผนบริหารจัดการว่าจะยุบรวม ยุบเลิกหรือสอนรวม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะยุบโรงเรียนทั้งหมดภายใน 2 ปี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทและความจำเป็นของแต่ละพื้นที่
          การรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ตามนโยบายดังกล่าว ก็เพื่อการเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพทางการศึกษา รองรับนโยบายและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง และมาตรการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายอัตรากำลังพลภาครัฐ (คปร.) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2552
          ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
          www.obec.go.th

          ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ



โพสเมื่อ : 13 มิ.ย. 54   อ่าน 107008 ครั้ง      คำค้นหา :