แนวคิดทางการศึกษาจากทีดีอาร์ไอถึงสมศ.
แนวคิดทางการศึกษาจากทีดีอาร์ไอถึงสมศ.
วิทวัส ดิษยะศริน สัตยารักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ กรณีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอให้ข้าราชการครูตลอดจนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้องรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ที่ตกต่ำของนักเรียนและขอให้ยุบ สมศ. เนื่องจากผลการประเมินไม่ได้สะท้อนคุณภาพที่แท้จริงของสถาบันศึกษา(หนังสือพิมพ์ มติชน 21 กุมภาพันธ์ 2555)นับเป็นข่าวที่ผมอ่านแล้วตกใจ ถ้าเป็นนักวิชาการบุคคลทั่วไป พูดว่ายุบสมศ.คงไม่คิดอะไรมาก แต่ในกรณี TDRI ซึ่งนับเป็นองค์กรมูลนิธิเอกชน ไม่แสวงผลกำไรดำเนินวิจัยนโยบายหลากหลายด้าน เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ออกมาแสดงผลการประเมินดังกล่าวนับเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญต่อคณะกรรมการบริหารของสมศ. เพื่อนำมาทบทวนนโยบายต่างๆ ของการดำเนินงานในการประกันคุณภาพอย่างเป็นระบบต่อไป ผมสนใจว่าแนวคิดการศึกษาของ TDRI ว่าเป็นอย่างไร จึงเข้าไปค้นหาข้อมูล มีข้อมูลน่าสนใจหลายเรื่อง หลายประเด็น ข้อมูลจากการสัมมนาวิชาการประจำปี 2554 ยกเครื่องการศึกษา : สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวในรายละเอียดสามารถเข้าอ่านได้จากเว็บไซต์ ซึ่งมีเอกสารจากการบรรยายระดับปรมาจารย์หลายท่าน เช่น ศ.นพ.วิจารณ์ พานิชดร.อัมมาร สยามวาลา รศ.ดร.วรากรณ์สามโกเศศเป็นต้นแต่ประเด็นที่สนใจเป็นพิเศษคือคำว่า ปัญหาการขาด ความรับผิดชอบ(Accountability)ของระบบการศึกษาตลอดทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นประโยคที่ทำให้เห็น ภาพถึงปัญหาของการปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ซึ่งกรอบแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบที่โยงมาจากนโยบายของรัฐบาลกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียน ตลอดจนถึงผู้ปกครองเป็นต้น ซึ่งจากงานวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงสมมติฐานของคุณภาพการศึกษาที่ไม่ดี น่าจะเป็นผลมาจากประสิทธิภาพและศักยภาพในการจัดการศึกษา ขอย้ำอีกครั้งว่า กลับมาที่นโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการที่ทำให้คุณภาพการศึกษามีปัญหา ในขณะที่ตัวเลขในเชิงงบประมาณชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีงบการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในระยะเวลา10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มจาก 4% ของ GDP เป็น20% ของ GDP ในปัจจุบันไม่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซียและเวียดนาม ในขณะที่ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่านักเรียนไทยเรียนมากแต่ผลสัมฤทธิ์ต่ำ ซึ่งทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบ ต่อนโยบายการกำกับนโยบายและผู้ปฏิบัติทุกกระบวนการของการจัดการศึกษา ที่ต้องนำมาทบทวนแผนและนโยบายอย่างเร่งด่วนต่อไป ผมขอแสดงความคิดเห็นอีกครั้งต่อการประเมินภายนอก รอบ 3 ระดับอุดมศึกษา ซึ่งเคยได้เขียนข้อคิดประเมิน สมศ.รอบ 3 กับการทบทวนตัวบ่งชี้ (มติชน 4 กันยายน 2554)ประเด็นใหญ่ที่ผมขอสรุปอีกครั้ง คือ การยกเลิกนโยบายเลือกกลุ่มสถาบันทำให้การประเมินที่ใช้มาตรฐานเดียวกันหมดทุกมหาวิทยาลัยไม่สามารถสะท้อนภาพที่แท้จริงได้ และประเด็นการที่เกณฑ์ของ สมศ.ตัวบ่งชี้ต่างๆ ทำให้การปรับตัวของสถาบันในการกำหนดแผนประจำปีของสถาบันไม่สามารถทำได้ และไม่สามารถทำย้อนหลังได้ ซึ่งมีประเด็นปลีกย่อยอื่นๆ อีกมากรวมทั้งปัญหาการขาดความเป็นกัลยาณมิตรของผู้ประเมินบางท่านพอสมควร ดังนั้น ความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารของ สมศ.มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ขอให้ทุกท่านรับฟังข้อคิดเห็น เสนอแนะ และไม่ควรนำเกณฑ์ระดับนานาชาติ (World Class) มาใช้กับมหาวิทยาลัยขนาดเล็กหรือมหาวิทยาลัยเกิดใหม่ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ แต่โดยส่วนตัวเห็นว่า สมศ.ยังมีความจำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย และเห็นควรปรับเปลี่ยน (Change) ปรัชญา นโยบาย และแนวทางการบริหารจัดการให้เป็นมืออาชีพกว่าปัจจุบัน อีกประเด็นหนึ่งผมขอเสนอและสนับสนุนแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่นำแนวคิดของ TQA หรือ โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ (EdPEx)ซึ่งแนวทางการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศในมาตรฐานระดับนานาชาตินั้น ได้แสดงให้เห็นถึงข้อดีของการนำเกณฑ์มาตรฐานต่างๆมาใช้ในทางการศึกษาอย่างแท้จริง สมศ.ควรวางแผนร่วมกับ สกอ. ในเรื่องดังกล่าวเพื่อพัฒนาแนวทางในการสนับสนุนมหาวิทยาลัยของไทยได้พัฒนาตามเกณฑ์ เพราะมีหลายประเด็นในการต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสถาบันเช่น การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศของทั้งระบบอุดมศึกษา ที่นับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ(Bcnchmark) ระหว่างสถาบัน ซึ่งนับเป็นหัวใจในการพัฒนาคุณภาพองค์กรสู่ความเป็นเลิศ สุดท้ายขอเป็นกำลังใจให้กับ ท่านผอ.สมศ. และคณะกรรมการบริหาร สมศ.ได้ช่วยส่งเสริมพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาและพัฒนาการศึกษาไทยในแนวทางที่สร้างสรรค์ต่อไป
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน |
|
โพสเมื่อ :
28 ก.พ. 55
อ่าน 11884 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |