’ม.พะเยา’ มหา’ลัยน้องใหม่ชูธง’ผลิตหมอชุมชน’ ช่วยคนถิ่นทุรกันดาร
'ม.พะเยา' มหา'ลัยน้องใหม่ชูธง'ผลิตหมอชุมชน' ช่วยคนถิ่นทุรกันดาร
ตวงศักดิ์ ชื่นสินธุ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คราวเสด็จฯที่โรงเรียนบ้านนาโต๋อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 โปรดเกล้าฯ ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา จัด หน่วยแพทย์พระราชทานไปบริการตรวจรักษานักเรียนและประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ ในโอกาสเดียวกันนี้ได้พระราชทานป้าย หน่วยแพทย์พระราชทานพร้อมตราสัญลักษณ์ กพด.ให้กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อเป็นการสนองพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มุ่งทรงงานเพื่อให้บุคคลที่อยู่ในเขตทุรกันดาร คือเข้าถึงยากนั้นได้รับบริการที่เหมาะสม ทั้งเรียนรู้สุขภาพอนามัย มีโอกาสในการประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองอย่างมีเกียรติ แล้วสามารถที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม2554 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา จึงได้จัดทำโครงการ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานตามแนวพระราชดำริฯโดยเริ่มเปิดตัวโครงการครั้งแรกในวันที่ 2 เมษายน 2554 ณ บ้านห้วยโป่ง ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือจังหวัดน่าน สถิติล่าสุดยืนยันตัวเลขชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศที่ต้องเสียชีวิตเพราะขาดแพทย์ดูแลทั้งจากโรคมาลาเรียเท้าช้าง โรคหนอนพยาธิ ถึงปีละหลายหมื่นคน วันที่17 ธันวาคม 2554 หน่วยแพทย์พระราชทานรวมทั้งนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ม.พะเยา ได้ออกปฏิบัติงานรักษาชาวบ้านอีกครั้งที่โรงเรียนบ้านแม่กา สาขาบ้านแม่ต๋ำน้อย หมู่ที่ 18 ตำบลแม่กาอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา การปฏิบัติงานของหน่วยแพทย์พระราชทาน ครั้งนี้ มติชนได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปสังเกตการณ์ มี นพ.วิชัย เทียนถาวร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าสำนักวิชาแพทยศาสตร์ พาไปร่วมกิจกรรม ตลอดระยะเวลาราว 1 ชั่วโมง ของการเดินทางบนถนนลูกรังจากที่พักในเขต ม.พะเยา ผ่านป่าเขา ต้นไม้ที่ยังสมบูรณ์ มีบ้าน ชาวเขาหลายเผ่า แต่งชุดประจำ เผ่า หอบลูก จูงหลาน เดิน มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนแม่กา อีกส่วนหนึ่งที่มาก่อนตั้งแถวต้อนรับ คณะแพทย์ที่มารักษา หลังจากประธานในพิธีว่าที่ร้อยตรีกิตติ ขันธมิตรกรม วังผู้ใหญ่ เปิดงานเรียบร้อย ชาวเขาเผ่าต่างๆร่วมกันจัดการแสดงประจำเผ่าต้อนรับผู้มาเยือน นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา แนะนำตัวน.ศ.แพทย์ ซึ่ง น.ศ.แต่ละคนมาจากจังหวัดต่างๆเช่น ระยอง, สกลนคร, อุบลราชธานี, ขอนแก่น,มุกดาหาร, พัทลุง, พิษณุโลก, ลำปาง และกรุงเทพฯ เสร็จสิ้นกิจกรรมเพื่อความบันเทิงแล้วก็ถึงเวลาของการเปิดรักษา โดยชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่มาร่วมงาน ทั้งที่หอบลูกจูงหลานกันมาเข้าคิวรับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จากคณะแพทย์พระราชทาน ซึ่งมี น.ศ.แพทย์เป็นผู้ช่วยและเรียนรู้จากการตรวจรักษาจริง เพื่อเสริมประสบการณ์ นพ.วิชัยบอกกับ มติชนว่า นักศึกษาแพทย์แนวใหม่ เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นบุคคลของกระทรวงสาธารณสุขมาศึกษาต่อหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต โดยจะให้เรียนที่ มหาวิทยาลัยพะเยา 2 ปี และจะส่งไปเรียนและ ฝึกวิชาชีพอีก 3 ปี ที่โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ และโรงพยาบาลพะเยา ใน ปีการศึกษา 2554 รับ 15 คน และจะ รับในปีการศึกษาต่อไป 30 คน เมื่อ สำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับการเปลี่ยน ตำแหน่งเป็นนายแพทย์ ได้ใบประกอบโรคศิลป์ นอกจากนี้ อีก 5 ปีข้างหน้าคณะแพทยศาสตร์จะจัดสร้างโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยและเปิดสาขาวิชา12 สาขาวิชา อาทิ เวชศาสตร์ฟื้นฟู สาขาสูติศาสตร์ และนรีเวชวิทยา ฯลฯ ปัจจุบันได้เปิดสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ที่เน้นให้นักศึกษาเป็นคนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญเมื่อสำเร็จการศึกษาเป็นแพทย์แล้ว จะไปอยู่ที่สาธารณสุขชุมชน มีความสามารถในการวินิจฉัยโรค ให้ยากับผู้ป่วย สามารถแยกโรคได้ ซึ่งจะดีกว่าหมอตี๋ ที่เป็นหมอชาวบ้าน รักษาโรคเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ ได้แน่นอน ส่วนนักศึกษาที่มาจากหลายจังหวัดที่ใฝ่ฝันอยากเป็นหมอชาวบ้านไปช่วยรักษาชาวบ้านที่บ้านเกิดของตัวเอง บอกความรู้สึกที่ลาออกจากงานมาเรียนต่อว่าใฝ่ฝันอยากเป็นหมอไปรักษาชาวบ้านที่บ้านเกิด น.ส.วัชรีญา ปละกุล บอกว่า จบกายภาพบำบัดจากมหาวิทยาลัยมหิดล ทำงานแล้วลาออกมาเรียนต่อ ใฝ่ฝันอยากจะเป็นหมอ ซึ่งโครงการเข้าร่วมนี้เป็นโครงการพิเศษ คนที่จะเข้าเรียนต้องมีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 2 ปี ถ้าเรียนจบจะได้ใบประกอบโรคศิลป์แพทยศาสตร์ และจะเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษากลับไปทำงานที่ชุมชน ส่วนตัวตั้งใจว่าจะกลับไปเป็นหมอประจำโรงพยาบาลอำเภอที่พัทลุง บ้านเกิด รับตรวจรักษาโรคทั่วไปอย่างเช่น โรคหวัด และเน้นออกชุมชนไปดูชาวบ้าน ตอนนี้เรียนค่อนข้างหนัก ต้องเดินทางไปเรียนที่โรงพยาบาลพะเยา เริ่มเรียนมาแล้ว 7 เดือน แต่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อจะต้องเรียนให้สำเร็จให้ได้ ด้านนางสาวนลิตา เหลาแหลม(จอย) มาจากขอนแก่น บอกว่า เลือกเรียนแพทย์แนวใหม่ ก็เพราะเป็นการสานต่อความฝันของตัวเอง ตอนที่จบ ม.6 ก็ตั้งใจสอบเรียนหมอ เพราะอยากเป็นหมอแต่ปรากฏว่าได้คณะเภสัชศาสตร์ และแม้จะสำเร็จการศึกษาแล้ว แต่ในความรู้สึกลึกๆ ยังอยากเป็นหมออยู่ พอมีโครงการนี้เกิดขึ้น จึงตัดสินใจสมัครสอบทันที อยากจะเป็นหมอทั่วไป ที่อยู่ในเขตท้องถิ่นทุรกันดาร คนบ้านนอกไปหาหมอ เขาจะกลัวหมอที่อยู่ในเมือง ก็เลยเป็นความตั้งใจว่าถ้าเราเป็นหมออยู่บ้านนอก ตามต่างจังหวัด เราจะไม่ให้คนไข้รู้สึกกังวลหรือกลัวเรา ความตั้งใจคือที่ไหนก็ได้ที่มันขาดหมอ จังหวัดไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านเกิดแต่ต้องเป็นชนบทหรือพื้นที่ห่างไกลที่เขาขาดและต้องการหมอจริงๆ จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากเลยถ้าได้มีโอกาสไปในที่ที่ต้องการหมอ คงจะภาคภูมิใจมากๆ สมกับที่เรียนหมอมาเพื่อช่วยชีวิตคน แพทยศาสตร์แนวใหม่จึงตอบโจทย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ และขาดบุคลากรทางการแพทย์อีกมาก จากสำนักวิชาแพทย์สู่คณะแพทยศาสตร์ ม.พะเยา มหาวิทยาลัยพะเยา เดิมเป็นวิทยาเขตในสังกัดมหาวิทยาลัยนเรศวร ต่อมาได้เป็นมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมพ.ศ.2553 ด้วยความที่เล็งเห็นความจำเป็นที่ต้องผลิตแพทย์เพื่อมาช่วยเหลือชาวบ้านในชนบท จึงจัดตั้ง สำนักวิชาแพทยศาสตร์โดยมี นพ.วิชัย เทียนถาวร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าสำนักวิชาแพทยศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ.2551 หลังจากนั้นได้มีการขอทางแพทยสภา เปิดคณะแพทยศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และการสาธารณสุข โดยเฉพาะที่จังหวัดพะเยา ขาดแคลนแพทย์มาก มีจำนวนแพทย์ต่อจำนวนประชากร 1:4,724 คน โดยเป็น โรงเรียนแพทย์แห่งที่ 19 'ผลิต' แพทย์แนวใหม่รับนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นบุคคลของกระทรวงสาธารณสุข มาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยพะเยา หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (แนวใหม่) ในโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท ประจำปีการศึกษา2555 จำนวน 15 คน
--มติชน ฉบับวันที่ 5 ม.ค. 2555 (กรอบบ่าย)-- |
|
โพสเมื่อ :
04 ม.ค. 55
อ่าน 63629 ครั้ง คำค้นหา :
|
| |